รู้ไว้ก่อนไปเป็นนักเรียนนอก

แบ่งปันประสพการณ์จริงก่อนเป็นนักเรียนนอก

ผมเชื่อว่าแต่ละปีมีนักเรียนไทยจำนวนมาก ต้องการไปเรียนต่อในต่างประเทศ และในขณะนี้อาจจะมีน้องๆ หลายคนกำลังหาข้อมูลในการศึกษาต่ออยู่ เมื่อหลายปีก่อนผมก็เคยอยู่ในสถานการณ์นั้นครับ เมื่อครั้งนั้น Internet เป็นที่นิยมแล้ว การค้นหาข้อมูลในการสมัครเรียนแต่ละมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไร แม้กระนั้นข้อมูลส่วนที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งก็ยังขาดหายไป นั่นคือ การมองแบบภาพรวม (Big Picture) ครับ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะมันเป็นเหมือนแผนที่ ซึ่งจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นครับ วันนี้ผมผ่านสถานการณ์เช่นนั้นมาแล้ว จึงอยากแชร์ประสบการณ์ของตัวเอง ในฐานะรุ่นพี่ เพื่อน้องๆ จะได้ประโยชน์บ้าง แต่ขอออกตัวก่อนนะครับว่า ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการแนะแนวการเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งข้อมูลที่ผมเขียนนี้ไม่ใช่ข้อมูลที่สมบูรณ์แบบครับ ผมแค่เขียนจากประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น ซึ่งต่างคนก็จะมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ผมจะเน้นแค่เรื่องการศึกษาในระดับ Graduate Level ในประเทศอเมริกา ที่ผมกำลังศึกษาอยู่เท่านั้นครับ แหล่งข้อมูลอีกแห่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมก็คือ ห้องไกลบ้าน เว็บ Pantip.com ครับ น้องๆ สามารถที่จะโพสคำถามไว้ได้ และโดยมากก็จะมีคนมาตอบให้ครับ

เงินทุน

เรื่องเงินทุนนั้นเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ ต่อโอกาสในการไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพราะว่าการศึกษาต่อในต่างประเทศนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าในประเทศไทยมาก เรื่องเงินทุนนั้นคงไม่เป็นปัญหาสำหรับน้องๆ ที่ทางบ้านฐานะดี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าน้องๆ ไม่ใช่ลูกคนมีเงินแล้ว น้องๆ จะไม่มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศนะครับ ช่องทางเรียนฟรีในต่างประเทศนั้นมีครับ ลองอ่านต่อไปก่อนครับ

โดยปกติค่าครองชีพในต่างประเทศนั้นจะสูงกว่าประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ค่าเช่าหอพัก ค่าหนังสือ เป็นเรื่องปกติมากๆ ที่จะเห็น Textbook เล่มละ $100 แล้วเทอมหนึ่งเรียนกันอย่างน้อย 3-5 วิชา แค่ค่าหนังสือก็ตกไป $300-$500 แล้ว ถ้าถามผมว่าค่าใช้จ่ายต่อเดือนตกประมาณเดือนละเท่าไหร่ ผมอยากให้ประมาณไว้ว่า น่าจะเดือนละ $1,000 ครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในรัฐทางเหลือจะสูงกว่ารัฐทางใต้ เมืองใหญ่จะแพงกว่าเมืองเล็ก ดังนั้นรัฐอย่าง Texas จึงเป็นรัฐที่น่าสนใจ เพราะว่าราคาถูก อยู่ไม่ห่างไกลความเจริญ เพราะมีเมืองใหญ่ๆ อยู่ใกล้ และมีมหาวิทยาลัยที่ดี เช่น University of Texas Austin, Texas A&M, etc.

ส่วนค่าเล่าเรียน (Tuition) นั้นก็มีราคาแพงมาก แม้แต่กับคนอเมริกันเอง ยกตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Penn State ที่ผมเรียนนี้ ค่า Tuition เทอมละ $12,000 โดยประมาณ ปีนึงมีสองเทอม ค่าใช้จ่ายต่อปีก็ตกปีละ $24,000 เป็นอย่างน้อย แล้วเรียนกันสี่ปี แค่ค่าเล่าเรียนก็ตกไป $56,000 แล้วครับ กว่าจะเรียนจบนี่คงต้องใช้เงินเกือบแสนเหรียญหละครับ ถ้าไปเรียนมหาวิทยาลัยของเอกชน ค่าเล่าเรียนมีสิทธิพุ่งเป็นสองเท่า หรือถ้าไป Top University อย่าง MIT, Stanford นี่เตรียมไว้ได้เลยครับ “เทอมละ” $40,000 (รวมค่าใช้จ่ายแล้ว)

ครอบครัวคนอเมริกันที่ทั้งคุณพ่อคุณแม่ทำงาน และไม่ได้รวยมาก สามารถหารายได้ปีละ $70,000 แต่โดนภาษีไปแล้วหนึ่งในสาม จึงเหลือเงินประมาณไม่ถึง $50,000 เมื่อหักค่าใช้จ่ายประจำครอบครัวแล้ว แต่ละครอบครัวยังเก็บเงินได้ไม่ถึง $10,000 หรอกครับ ดังนั้นการจะส่งเสียลูกซักคนให้เรียนจบมหาวิทยาลัยนั้น แต่ละครอบครัวต้องวางแผนกันตั้งแต่ลูกเกิดครับ ส่วนเด็กอเมริกันที่พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเสียให้เรียน ก็ต้องไปกู้เงินมาเรียน และใช้คืนหลังจากเรียนจบแล้ว ระหว่างเรียนก็ต้องทำงานพิเศษไปด้วยครับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กอเมริกันครับ แต่ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ เด็กอเมริกันก็หาเงินกู้สำหรับการศึกษายากครับ เพราะว่าสถาบันการเกินไม่ปล่อยเงินกู้ให้

สำหรับคนไทยเราแล้ว ค่าใช้จ่ายจะหนักหนาขึ้นไปอีก เพราะว่าอัตราค่าแรกเปลี่ยนครับ ค่าเงินของประเทศที่นักเรียนไทยนิยมไปศึกษาเล่าเรียนนั้น ล้วนแล้วแต่สูงกว่าค่าเงินบาทมากๆ เช่น $1 = 34 บาท, 1 ปอนด์สเตอริง = 53 บาท, 1 ยูโร = 47 บาท, 1 ดอลล่าห์ออสเตรเลีย = 27 บาท, 36 เยน = 1 บาท (แต่ค่าครองชีพในญี่ปุ่นแพงมากๆ) นี่คืออัตราแรกเปลี่ยนหลังจากเกิดวิกฤต Hamburger แล้วนะครับ ก่อนหน้านี้อัตราแลกเปลี่ยนโหดกว่านี้มาก และบางครั้งอัตราแลกเปลี่ยนยังผันผวนอย่างมากอีกด้วยครับ คุณพ่อผมเคยต้องเสียเงินไปสามหมื่นกว่าบาท เพียงเพราะว่าโอนเงินให้ผมต่างกันหนึ่งเดือนเท่านั้น (ดังนั้นการเลือกเวลาที่เหมาะสมในการโอนเงินจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างดีครับ)

สรุปก็คือ การศึกษาต่อในต่างประเทศนั้นต้องใช้เงินมหาศาลครับ สำหรับคนที่โชคดี เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะ ก็คงไม่มีปัญหา ครอบครัวคงสนับสนุนเรื่องการเงินได้ แต่นั่นหมายความว่า ถ้าครอบครัวเราไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แล้วเราจะหมดโอกาสเลยหรือเปล่า มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ลองมาดูกันดีกว่ามาเรามีทางเลือกอะไรบ้างดีกว่า (เท่าที่ผมนึกออกนะครับ ทางเลือกจริงๆ ยังมีมากกว่านี้ครับ ต้องลองศึกษาเพิ่มเติมดูครับ) แต่โดยรวมๆ แล้วน้องๆ ก็ต้องเรียนให้เก่ง แล้วหาทุนนั่นแหละครับ โดยทุนนั้นมีหลายรูปแบบ มีทั้งผูกพันธ์ และไม่ผูกพันธ์ ทุนแบบผูกพันธ์ก็คือ หลังจากที่น้องเรียนจบแล้ว น้องต้องกลับมาทำงานใช้ทุนให้กับเจ้าของทุน ส่วนทุนแบบไม่ผูกพันธ์ ก็คือทุนประเภทที่ให้เปล่าครับ เรียนจบแล้วน้องก็ไม่ต้องทำงานใช้ทุน จะไปทำอะไรก็ได้ แน่นอนครับ ทุนแบบไม่ผูกพันธ์ย่อมดีกว่า แต่การแข่งขันก็สูงกว่าครับ

1) ทุนให้เปล่า เช่น ทุน Fullbright, ทุนมงบูโช ของรัฐบาลญี่ปุ่น และทุนของบริษัทญี่ปุ่นบางบริษัท

2) ไปเรียนในประเทศที่ค่าเล่าเรียนถูก เช่น ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน สองประเทศนี้ค่าเล่าเรียนถูกมาก จนเกือบจะเรียนฟรี จึงเป็นเป้าหมายยอดนิยมของนักเรียนไทยครับ เพียงแต่น้องต้องไปศึกษาภาษาของเค้าเพิ่มเติม และเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนเอง สำหรับน้องๆ ที่สนใจจะเรียนภาษาฝรั่งเศส ผมขอแนะนำสถาบัน Alliance Francaise ที่ผมเคยเรียนครับ อยู่บนถนนสาธร นั่งรถเมลย์สาย 17 จากฝั่งตรงข้าม Central World ได้ครับ สถาบันแห่งนี้สอนโดยอาจารย์ชาวฝรั่งเศสจริงๆ ส่วนภาษาเยอรมันนั้น สถาบันเกอเธ่ร์ (ตั้งอยู่บนถนนสาธรเหมือนกัน) เป็นสถานที่ๆ นักเรียนที่จะไปเรียนเยอรมันมักจะไปเรียนภาษากันครับ

3) ทุนพัฒนาอาจารย์ของคณะที่ตัวเองเรียนจบมา บางภาควิชาจะเสนอตำแหน่งอาจารย์ ให้นักเรียนที่เรียนจบเป็นที่หนึ่งของรุ่น หรือเรียนจบด้วยเกรดสูงมากๆ ครับ ตำแหน่งอาจารย์นั้น มักจะมีทุนพัฒนาอาจารย์ ที่ส่งไปเรียนต่างประเทศครับ อันนี้ควรจะสอบถามรายละเอียดจากภาควิชา ตั้งแต่เนิ่นๆ ครับ จะได้เตรียมตัวได้ทัน

4) ทุนของรัฐบาลไทย รัฐบาลไทยนั้นเสนอทุนให้หลายทุนนะครับ แต่ต้องสอบแข่งขันกัน เช่นทุน King ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดเกียรติยศแล้ว คนที่จะสอบได้นี่ต้องเก่งจริงๆ ครับ ถ้าผมจำไม่ผิด นักเรียนทุน King จะได้เข้าเฝ้าในหลวงก่อนไปด้วยนะครับ นอกจากนั้น นักเรียนมัธยมปลายที่ไปแข่งโอลิมปิควิชาการ ก็จะได้รับทุนครับ รายละเอียดนี่ต้องไปศึกษาเอาเองนะครับ จริงๆ แล้วมีทุนแบบนี้อยู่หลายทุนครับ ต้องรองหาข้อมูลเอา

5) ทุนของหน่วยงานต่างๆ แต่ละปีนั้นมีหน่วยงานราชการหลายแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยทั้งของภาครัฐ และเอกชน เสนอทุนให้ไปเรียนต่อต่างประเทศครับ ที่ๆ จะไปหาข้อมูลได้ดีที่สุดคือ หน่วยงานต้นสังกัดของตัวเอง และสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลนักเรียนไทยในต่างประเทศครับ มี Trick อย่างหนึ่ง ที่ผมได้เรียนรู้มาเมื่อไปสอบชิงทุน ก.พ. นั่นก็คือถ้าสมมติว่า คุณสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศแล้ว และได้รับการตอบรับเรียบร้อยแล้ว ลองเดินเข้าไปคุยกับก.พ.เลยครับ “บางที” เค้ามีทุนให้เลย ถึงแม้จะเสี่ยงไปหน่อย แต่ก็น่าลองครับ ถ้าหาทางอื่นไม่ได้

6) ไปทำงานเก็บเงินในต่างประเทศ มีรุ่นพี่คนไทยของผมคนหนึ่งไปทำงานเก็บเงินในตะวันออกกลาง ในตำแหน่ง Engineer และใช้เงินเก็บของตัวเองเป็นทุนมาศึกษาต่อในอเมริกา บางประเทศให้เงินดีมากๆ ครับ แต่ว่าวิธีนี้ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้นะครับ มันขึ้นอยู่กับความสามารถ และโอกาสครับ ที่สำคัญการใช้ชีวิตในตะวันออกกลางนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ครับ มันมีกฏหมายที่ไม่ Make sense สำหรับเราเยอะมากๆ และจากประสบการณ์โดยตรงของผมเอง การ Deal กับชาวอาหรับนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะว่าเค้ามี Logic ที่ต่างจากเรา และชาวโลกมากๆ มีเพื่อนของผมกลุ่มหนึ่งไปทำงานในอิรัก ปรากฏว่าถูกบังคับลดเงินเดือนอย่างไม่มีเหตุผล ทั้งๆ ที่เซ็นสัญญากันก่อนไปดิบดีแล้วครับ บางคนโชคร้ายกว่านั้น ถูกเลิกจ้างเอาดื้อครับ (พวกเค้าไปทำงานที่เมือง Kurkuk ไม่ใช่ Bagdad ครับ เลยปลอดภัยกว่ากันเยอะ แต่กระนั้นก็ยังต้องมีทหารสหรัฐถือปืนคุ้มกันให้)

7) ทุนของมหาลัยในต่างประเทศ ทุนประเภทนี้จะไม่ผูกพันธ์ครับ นั่นคือหลังจากเรียนจบแล้ว เราไม่จำเป็นต้องทำงานใช้ทุนครับ แต่ว่าระหว่างที่เรียนอยู่เราต้องทำงานให้ภาควิชา หรือ อาจารย์ที่ให้ทุนครับ ปกติแล้วหลายๆ ภาควิชาจะเสนอ Financial Aid ให้กับนักเรียน Grad (ป.โท หรือ ป.เอก) ครับ โดยเราสามารถสมัคร Financial Aid พร้อมกับตอนสมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้เลยครับ Financial Aid นี้จะมาในรูปของ Teaching Assistant (TA) หรือ Research Assistant (RA) ครับ TA นั้นจะมีหน้าที่ไปสอน และตรวจการบ้านหนังสือเด็กปริญญาตรี RA จะมีหน้าที่ทำวิจัย ซึ่งส่วนมากแล้วจะเป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ Thesis ของตัวเองอยู่แล้ว นอกจากนั้น TA นั้นจะมีให้เฉพาะ เทอม Fall และ Spring ส่วน Summer จะมีตำแหน่งน้อยกว่ามากๆ ครับ ในขณะที่ RA นั้นขึ้นมีให้ทุกเทอม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ให้ทุนนะครับ สรุปแล้ว RA จึงเป็นทางเลือกที่พึงปราถนากว่าครับ นักเรียนที่ได้ทุนก.พ. แล้วบางคนก็ยังรับทุนประเภทนี้ได้นะครับ อันนี้แล้วแต่นโยบายของภาควิชา และอาจารย์ผู้ให้ทุน โดยทั่วๆ ไปแล้ว ผมอยากจะแนะนำวิธีการนี้ครับ

8) ทุนทำวิจัยต่างประเทศ มีโปรแกรมปริญญาโท และปริญญาเอก ในเืมืองไทย หรือทุนบางประเทศ เช่นทุนกาญจนาภิเษก (ทุนนี้ไม่ผูกพันธ์ครับ) ที่มีทุนให้นักศึกษาได้ไปทำวิจัยในต่างประเทศช่วงสั้นๆ เช่น 1 ปี อันนี้ต้องลองคุยกับอาจารย์ผู้ดูแลโครงการนั้นๆ หรืออาจารย์ที่ปรึกษาของตนครับ

คำแนะนำของผมก็คือ พยายามเรียนปริญญาตรีที่เมืองไทยให้ได้เกรดดีๆ ครับ พยายามทำเกรดให้ได้ใกล้ๆ 4.0 ครับ (อย่างน้อยต้องเกิน 3.0 หรือ 3.25) ยิ่งถ้าได้เรียนมหาวิทยาลัยของรัฐจะดีมากครับ โดยเฉพาะจุฬาฯ การมีเกรดที่ดีจะทำให้การสมัครเรียนต่อนั้นง่ายขึ้นเยอะครับ โอกาสจะได้เรียนมหาวิทยาลัยดีๆ ก็มีสูง โอกาสได้ทุนก็มีมากครับ ในอเมริกานั้น มหาวิทลัยยิ่งดี ทุนจะยิ่งมากครับ เพราะทุนวิจัยเป็นส่วนหนึ่งในการจัด Rank ของมหาวิทยาลัยครับ

ถ้าสมมติเกรดปริญญาตรีเมืองไทยไม่ได้ดี ผมขอแนะนำให้เรียนปริญญาโทที่เมืองไทยก่อนครับ และควรจะเรียนในสาขาที่ต้องทำวิจัย (Research) เลือกทำวิจัยกับอาจารย์ที่ท่านเก่งเรื่องการทำวิจัย และพยายามตีพิมพ์ผลงานวิจัยให้ได้ครับ ระหว่างเรียนก็ควรจะหา Connection เอาไว้ครับ เช่น Connection ของอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเองครับ บางทีท่านอาจจะรู้จักกับเพื่อนนักวิจัยในต่างประเทศ หรืออาจารย์ที่ปรึกษาของท่านเอง ที่พร้อมจะเสนอทุนให้ได้ครับ จำไว้ว่าการตีพิมพ์งานวิจัยนี่สำคัญมากๆ ครับ ถ้ามีผลงานตีพิมพ์หลายๆ ฉบับ โอกาสที่จะได้รับทุนช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศก็จะมีมาก เพราะเค้าให้ความสำคัญมากจริงๆ ครับ ผมคิดว่าเหตุผลที่ผมได้รับ Admission ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ Publication สมัยปริญญาโทของผมด้วยครับ ผมต้องขอขอบคุณ อ.อานนท์ รุ่งสว่าง อาจารย์ที่ปรึกษาของผม ที่ช่วยผลักดันให้ผมมีโอกาสเช่นนี้ครับ ขอย้ำว่า Connection นั้นสำคัญมากจริงๆ มีรุ่นน้องของผมคนหนึ่งได้รับ Admission เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา และยังได้ทุนแบบไม่ผูกพันธ์จนเรียนจบปริญญาเอกเลยครับ

ส่วนคนที่จะรับทุนของรัฐบาลไทย ที่มีการผูกพันธ์ว่าต้องกลับมาทำงานใช้ทุน ผมขอเตือนให้คิดให้ดีๆ ก่อนจะรับทุนครับ ทุนประเภทนี้มักจะมีเงื่อนไขว่า หลังจากเรียนจบแล้วต้องกลับมาทำงานใช้ทุน เป็นเวลาอย่างน้อยสองเท่า ของเวลาที่ใช้เรียน หรือใช้เงินสามเท่าของเงินที่ใช้ไป (ถ้าน้องๆ เลือกที่จะไม่ทำงานใช้ทุน) โดยที่เราไม่สามารถจะทำงานหาประสบการณ์ หลังจากที่เรียนจบแล้ว เพราะต้องเดินทางกลับไปทำงานใช้ทุนทันที ถ้าน้องชอบที่จะกลับไปทำงานนั้นๆ อยู่แล้ว ก็รีบๆ รับทุนเลยครับ แต่ถ้าไม่ชอบ น้องควรจะคิดให้หนักครับ ถ้าน้องๆ มาเรียนปริญญาโท ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ปี แล้วกลับไปทำงานใช้ทุน 4 ปี รวมทั้งหมด 6 ปี ถ้าน้องๆ มาเรียนตอนอายุน้อยๆ เช่น 24 ปี เรียนจบ ใช้ทุนหมด น้องอายุก็แค่ 30 ต้นๆ ยังสามารถที่จะเปลี่ยนงาน ไปทำงานที่อย่างอื่นได้

แต่สำหรับนักเรียนปริญญาเอกนั้น ต้องคิดให้หนักครับ เพราะว่าปริญญาเอกนั้นเรียนกันอย่างน้อยสี่ปี กลับไปใช้ทุนอีก 8 ปี รวมทั้งหมด 12 ปี แต่จริงๆ แล้วอาจจะนานกว่านั้นนะครับ เพราะว่าปริญญาเอกนั้นไม่ใช่เรียน 4 ปีแล้วก็จบแบบปริญญาตรี หรือโท บางคนใช้เวลา 6 ปีขึ้นไป นั่นก็หมายความว่ากว่าน้องๆ จะใช้ทุนหมดก็อายุปาเข้าไป 40 กว่าๆ แล้ว ซึ่งการที่น้องๆ จะเปลี่ยนงานตอนอายุเท่านั้นมันไม่ง่ายแล้วครับ บางคนอาจจะมีเรื่องครอบครัวเข้ามาเป็นภาระอีกด้วยครับ

การได้ทุนรัฐบาลนั้นเป็นทั้งโอกาสที่ดีของชีวิต และสิ่งที่น่าภาคภฺมิใจอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่าน้องต้องระลึกไว้ว่า หลังจากเรียนจบแล้วน้องต้องกลับมาทำงานรับใช้ชาติ ซึ่งวิถีชีวิตนั้นจะแตกต่างไปจากตอนเรียนมากๆ น้องๆ ควรจะทำความเข้าใจกับ Life-style หลังจากที่เรียนจบแล้วด้วยครับ ถ้าน้องชอบวิถีชีิวิตแบบนั้น ผมขอแนะนำให้รีบๆ รับทุนเลยครับ แต่ถ้าน้องไม่ชอบ ผมขอแนะนำให้คิดให้หนักๆ ครับ สำหรับน้องๆ ที่สอบได้ทุน เมื่ออายุน้อยๆ นั้น (เช่นสมัยเรียนระดับมัธยมอยู่) ผมก็เห็นใจครับ แต่น้องๆ ที่เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว น้องถือเป็นผู้ใหญ่แล้วครับ น้องต้องคิดดีๆ ครับ มันไม่มีอะไรที่ดีไปหมด หรือได้มาฟรีๆ หรอกนะครับ มันต้อง Trade-off ผมอยากจะเตือนให้คิดให้ดีๆ ก่อนครับ ไม่ใช่สักแต่รับทุนไป หรือคิดแค่ว่า ถ้าไม่รับทุน ก็ไม่มีโอกาสได้ไปต่อต่างประเทศ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบระยะยาวทั้งชีวิตครับ ถ้าน้องๆ ต้องกลับไปทำงาน ที่น้องไม่ได้รัก โอกาสที่น้องจะทำมันได้ดีนั้นแทบไม่มีเลยครับ และน้องก็ไม่น่าจะมีความสุขในชีวิตด้วยครับ น้องควรจะคิดด้วยว่าหลังจากกลับมาแล้ว ชีวิตตัวเองจะเป็นเช่นไรด้วยครับ ผมเคยได้ยินนักเรียนทุนรัฐบาลหลายคนเลยครับ ที่บ่น (ดังๆ) ว่าไม่อยากกลับไปทำงานใช้ทุน เพราะตัวเองบ้านอยู่กรุงเทพฯ แต่ต้องทำงานให้กับมหาวิทยาลัยห่างไกลในต่างจังหวัด หรือเงินเดือนอาจารย์นั้นน้อยมาก อยู่ไม่ได้ และเหตุผลอื่นๆ อีกมากมาย แต่ถ้าน้องเลือกที่จะรับทุนแล้ว น้องก็ไม่ควรจะมาบ่นทีหลังครับ น้องควรจะทำงานในหน้าที่ให้ดี น้องๆ ต้องเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเงินเดือนอาจารย์นั้นไม่ได้น้อยนะครับ น้องต้องคิดถึงเงินหลายๆ ล้านที่รัฐบาลจ่ายไปก่อน เพื่อส่งน้องไปเรียนด้วย ถ้าไม่มีเงินตรงนี้น้องจะได้ไปไหม คนเราต้องมีศักดิ์ศรีครับ น้องต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ ยกเหตุผลข้างๆ คูๆ มาเข้าข้างตัวเองครับ

ส่วนคนที่คิดว่าจะมาเรียนไปด้วย และทำงานส่งตัวเองเรียน ผมขอเตือนว่าอย่าคิดครับ เพราะว่ามันผิดกฏหมาย อเมริกาไม่อนุญาติให้ทำงานพิเศษนอกมหาลัยครับ แต่อนุญาติให้ทำงานพิเศษในมหาวิทยาลัย นั่นคือเป็นลูกจ้างของมหาวิทยาลัยได้ เช่นดูแลห้องสมุด ศูนย์คอมพิวเตอร์ แต่เงินที่ได้จะไม่มากครับ พอเป็นแค่ค่าขนมได้ แต่คงไม่มากพอสำหรับค่าใช้จ่ายทั้งเดือน แม้ว่าบางประเทศอาจจะยอมให้ทำงานไปด้วยระหว่างเรียน ผมคิดว่าเงินที่ได้อาจจะเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายรายเดือน แต่ว่าคงไม่พอกับค่าเทอมหรอกครับ และถ้าทำงานแล้ว เวลาที่จะไปเรียนหนังสือก็คงจะไม่มีครับ

ผมขอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวหน่อยนะครับ ผมเคยสอบทุน ก.พ. ของกรมอุตุฯ ผ่านรอบแรก เป็นหนึ่งในห้าคนสุดท้าย แต่ว่าไม่ผ่านสัมภาษณ์ ผมคิดว่าเหตุผลก็เพราะว่าหนึ่งใน Candidate เป็นพนักงานของกรมอุตุฯ อยู่แล้วหนะครับ (เค้าสัมภาษณ์ Candidate คนนั้นชั่วโมงกว่า และสัมภาษณ์คนที่เหลือคนละ 20 นาที) ซึ่งผมไม่ได้เสียรู้สึกอะไรเลย เพราะมันเป็นสิทธิของเค้า ที่เค้าจะเลือกคนที่เค้าเห็นว่า เหมาะสมที่สุด นอกจากนั้นผมไม่อยากได้ทุนอยู่แล้ว แค่อยากไปสอบเล่นๆ ดูว่าเค้าสอบอะไรกัน และประเมิณว่าตัวเองอยู่ระดับไหน ข้อสอบสมัยนั้นก็เป็นแค่ข้อสอบภาษาอังกฤษธรรมดาครับ ก.พ. เอาข้อสอบเก่า TOEFL มาใช้ ผมไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เค้าเปลี่ยนหรือยังนะครับ อีกครั้งหนึ่ง ผมมีโอกาสที่จะได้ทุนพัฒนาอาจารย์ เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ผมก็เลือกที่จะไม่ทำอย่างนั้น เพราะผมไม่อยากจะกลับมาทำในสิ่งที่ผมไม่ได้รัก ผมไม่อยากจะใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่คนอื่นขีดให้ผมเดิม ผมอยากจะมีชีวิตที่เป็นของผมเองจริงๆ อยากจะอิสระที่จะทำอะไรก็ได้กับชีวิตของผม ซึ่งผมต้องขอขอบคุณ คุณพ่อของผมที่สนับสนุนความคิดของผมครับ

โดยปกติแล้ว มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะอเมริกา มักจะมีทุนวิจัยให้กับนักเรียนระดับ Graduate (ในรูปของ TA และ RA ที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น) และโอกาสที่จะได้รับทุนของนักเรียนป.เอก นั้นจะมีมากกว่านักเรียนป.โท มากครับ (โอกาสได้ทุนของนักเรียนป.โท ก็มีแต่น้อยมาก) แต่ว่าจำนวนของทุนนั้นจะต่างกันไปตามสาขาวิชาที่เรียนครับ สาขาที่ได้รับความนิยม เช่นสาขาที่เกี่ยวข้างกับวิทยาศาสตร์ ก็จะมีทุนมากกว่าสาขาสังคมครับ ทุนนี้น้องต้องไปแข่งขันกับผู้สมัครคนอื่นๆ ครับ ดังนั้นน้องจึงต้องเตรียมตัวดีๆ ขยันเรียนตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ก็มีบางโปรแกรมที่ได้เงินทุนจากภาคธุรกิจเพื่อสนับสนุนงานวิจัยเยอะมากๆ จึงนำเงินนี้มาให้ทุนนักเรียนครับ เรียกว่าถ้าเค้ารับน้องเค้าเรียน น้องก็น่าจะได้ทุนครับ ผมขอแนะนำให้ลองหาข้อมูลของโปรแกรมที่ต้อง Deal กับภาคธุรกิจเยอะๆ เช่นมีการวิจัยผลิตภัณฑ์ให้ภาคธุรกิจหนะครับ

ภาควิชาที่ผมเรียน คือ Computer Science & Engineering นั้นมีทุนส่วนหนึ่งให้นักเรียนที่ขอทุนตั้งแต่สมัครเข้าเรียนเลย (อันนี้คงต้องเป็นนักเรียนที่ Profile ดีมากๆ ตอนสมัครหนะครับ) และทุนอีกส่วนหนึ่งสำหรับนักเรียนป.เอก ที่สอบ Candidacy Exam ผ่านแล้วครับ เมื่อครั้งที่ผมได้รับ Admission ผมไม่ได้รับทุนช่วยเหลือจากทางภาควิชาครับ ผมจึงใช้ทุนจากทางบ้านในปีแรก หลังจากนั้นผมก็ได้รับทุนจากทางภาควิชา และทุนวิจัยมาตลอดครับ จริงๆ แล้วผมโชคดีกว่าคนอื่นๆ ที่ผมได้ทุนก่อนที่ผมจะสอบ Candidacy Exam ผ่าน และยังได้ทุนในช่วง Summer ด้วย เหตุผลก็คือ ทางภาควิชาต้องการ Linux System Administrator ซึ่งผมมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว และผมเป็น Candidate คนเดียวครับ และตำแหน่งนี้มีงานให้ทำตลอดทั้งปี ซึ่งไม่เหมือนกับ TA ทั่วไป ที่มีงานเฉพาะช่วงเปิดเทอม (9-10 เดือนต่อปี) ผมต้องขอขอบคุณตี๋ เพื่อนผม ที่สอน Linux Skill ที่ำสำัคัญให้กับผมครับ และต้องขอขอบคุณอ.ภุชงค์ อุทโยภาศ และอ.อานนท์ รุ่งสว่าง ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเช่นนี้ครับ

สรุปก็คือว่า โอกาสจะได้ทุนแบบไม่ผูกพันธ์ จากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศนั้นมีครับ เพียงแต่ว่าแข่งขันกัน เพราะฉะนั้น น้องๆ ควรจะเรียนให้เก่งๆ ทำเกรดดีๆ สร้าง Profile ของตัวเองให้หรูๆ เอาไว้ครับ หรือไม่น้องก็มีความสามารถพิเศษครับ

ความสามารถทางดนตรี และกีฬาก็ใช้ได้นะครับ การกีฬาในต่างประเทศนั้นเป็นอาชีิพได้จริงๆ ไม่เหมือนในบ้านเรานะครับ ผมไม่ใช่ได้รู้รายละเีอียดเรื่องทุนประเภทนี้มากนัก แต่ผมขอเล่าเรื่องราวของเพื่อนๆ ของผมแล้วกันนะครับ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อ Francis Borgichev เราเตะฟุตบอลอยู่ทีมเีดียวกัน เค้าได้ทุนเรียนปริญญาตรีเพราะเค้าเป็นนักดาบ (Fencer) ของมหาวิทยาลัย แต่คนนี้เค้าเก่งจริงๆ ครับเป็นแชมป์เปี้ยนโลกครับ และเป็นตัวสำรองอันดับหนึ่งของทีมชาติเยอรมัน ในกีฬาโอลิมปิคที่เอเธน นอกจากนี้ก็ยังมีเพื่อนร่วมทีมของผมอีกบางคนที่ได้ทุนเรียนเพราะเป็นนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัย เช่นเพื่อนคนหนึ่งเป็นนักกีฬาฟุตซอลทีมชาติ Turkmanistan และเคยไปคัดตัวกับทีมเยาวชนของสโมสร Watford ด้วยความสามาถจึงได้ Admission เข้า Penn State (มันตัดสินใจผิดจริงๆ ที่มาอเมริกา แทนที่จะเตะบอลอยู่ในอังกฤษ) แต่สำหรับกีฬาฟุตบอลแล้วยุโรปมีโอกาสมากกว่าอเมริกาแน่นอนครับ เพื่อนร่วมทีมของเพื่อนสนิทชาวญี่ปุ่นของผมคนหนึ่ง ก็ได้เงินเดือนจากการเตะฟุตบอลอาชีพ ขณะศึกษาต่อที่เยอรมันครับ (ผมจำลีกไม่ได้แน่นอนครับ แต่คิดว่าลีกาสองหรือสาม) สรุปคือถ้าน้องมีความสามารถพิเศษทางดนตรี หรือทางกีฬาก็ลองหาหนทางดูได้ครับ

การสมัครเรียน

การสมัครเรียนต่อในระดับป.โท และป.เอก ในเมืองนอกนั้นเริ่มจาก การเลือกภาควิชา และมหาวิทยาลัยที่ต้องการจะเรียน จากนั้นจึงเข้าไปหาข้อมูลการสมัครจากเว็บไซด์ของทางภาควิชานั้นๆ ครับ ถ้าน้องๆ สนใจหลายภาควิชา หลายมหาวิทยาลัย น้องๆ ก็ต้องไล่สมัครที่ละแห่งครับ การเลือกภาควิชานั้นคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เมื่อเทียบกับการเลือกมหาวิทยาลัย เพราะน้องๆ ต้องรู้อยู่แล้วว่าตัวเองอยากจะเรียนอะไร แต่การเลือกมหาวิทยาลัยในอเมริกานั้นเป็นเรื่องที่ต้องคิดครับ เพราะว่าในอเมริกานั้นมีมหาลัยอยู่เป็นพันๆ แห่ง ผมขอเสนอแนวทางคร่าวๆ แล้วกันนะครับ

ปัจจัยแรกในการเลือกมหาวิทยาลัยก็คือ ชื่อเสียง หรือ Rank ของมหาวิทยาลัยครับ น้องๆ สามารถตรวจสอบ Rank ของมหาวิทยาลัยในอเมริกาได้จาก เว็บไซด์ usnews.com ครับ เว็บนี้ได้จัดลำดับมหาวิทยาลัยในแต่ละสาขา ซึ่งเราสามารถเข้าไปดูได้ฟรีครับ นอกจากนั้นยังมีข้อมูลคร่าวๆ ด้วยครับ เช่น ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อปี อัตราการรับเข้าเรียน (ถ้าน้องเสียเงิน น้องก็จะสามารถดูข้อมูลแบบละเอียดไ้ด้)

พอมี Rank ของมหาวิทยาลัยในสาขาที่ต้องการจะเรียนแล้ว น้องๆ คงมีคำถามว่า มหาวิทยาลัยไหนที่น้องควรจะสมัครใช่ไหมครับ แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากจะเรียนมหาวิทยาลัย Top Top เช่น MIT, Stanford, Berkeley, CMU, UICU แต่ว่าอัตราการแข่งขันในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ก็จะสูงมากครับ ถ้าสมัครแต่มหาวิทยาลัยชั้นนำเท่านั้น แล้วไม่ได้รับ Admission เลย ก็ต้องรอสมัครใหม่ในปีต่อไป นั่นหมายความว่าน้องต้องเสียเวลาไปฟรีๆ หนึ่งปีเลยครับ

ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือ น้องควรจะสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย Top 50 ครับ ต่ำกว่านี้ก็ไม่ควรสมัคร เพราะว่าสำนักงาน ก.พ. จะรับรองแค่ Top 50 เท่านั้น และควรจะสมัครหลายๆ มหาวิทยาลัยครับ ถ้าพลาดจากที่หนึ่ง ก็ยังอาจจะมีโอกาสได้ที่อื่นครับ หลังจากนั้นน้องๆ ก็ควรจะเข้าไปดูเว็บไซด์ของภาควิชาที่ตัวเองอยากจะเรียนในมหาวิทยาลัย Top 50 เหล่านี้ และคัดเฉพาะมหาลัยที่มีงานวิจัยที่น้องๆ อยากจะทำ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันออกไปครับ สมมติว่าหลังจากผ่านกระบวนการนี้ จาก 50 เหลืออยู่เพียง 15 มหาวิทยาลัยแล้วกันนะครับ น้องๆ ควรจะแบ่งกลุ่มที่เหลือนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม นั่นคือ 1) กลุ่มที่ Rank สูง การแข่งขันก็สูง โอกาสได้น้อย 2) กลุ่มที่ Rank ปานกลาง มีลุ้นที่จะได้รับ Admission 3) กลุ่มที่ Rank ไม่สูงมาก โอกาสได้มีมาก และน้องๆ ควรจะกระจายสมัครทั้งสามกลุ่มครับ โดยสมัครกลุ่มละสองถึงสามมหาวิทยาลัย เพื่อกระจายความเสี่ยงครับ ถ้าพลาดจากกลุ่มที่การแข่งขันสูงๆ ก็ยังมีกลุ่มที่อื่นรองรับครับ แต่นี่เป็นเพียงแค่แนวทางกว้างๆ นะครับ น้องๆ ต้องประเมิณตัวเองด้วยครับ ถ้าน้องๆ เรียนจบจากคณะวิศวะคอมจุฬาฯ ด้วยเกรด 4.0 TOEFL เกือบ 677 GRE ใกล้ๆ 2400 แล้วน้องอยากจะสมัครแต่ยูฯ Top 5 Top 10 ก็เอาเลยครับ นั่นเหมาะสมแล้วครับ แต่ถ้า Profile ไม่ได้สูงมาก แค่ระดับกลางๆ ผมขอแนะนำให้กระจายความเสี่ยงดีกว่าครับ และน้องต้องประเมิณตัวเองด้วยครับ ว่าระดับของตัวนั้นยูฯ ไหนถือว่า Rank สูง ยูฯ ไหนถือว่า Rank ต่ำครับ อันนี้มันขึ้นกับ Profile ของแต่ละคนครับ ผมขอขอบคุณ อ.อนันต์ ผลเพิ่ม ที่แนะนำวิธีการนี้ให้กับผมครับ

ตอนที่ผมสมัครนั้น ผมสมัครไป 8 มหาวิทยาลัย (ถ้าผมจำไม่ผิด) กระจายเป็นความเสี่ยงด้วยอัตรา 3-3-2 ครับ บางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่สมัครมันทั้ง 50 มหาวิทยาลัยเลย คำตอบก็คือมันไม่ได้สม้ัครฟรีนะครับ การสมัครแต่ละครั้งมีค่าสมัครประมาณ $100 (non-refundable ไม่ว่าเราจะได้รับ Admission หรือไม่ก็ตาม) นอกจากนั้นมหาลัยจะไม่รับคะแนน TOEFL จากเราโดยตรง แต่เราต้องขอให้ ETS เป็นผู้ส่งคะแนนไปยังมหาวิทยาลัย ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนมหาวิทยาลัย ที่เราต้องการส่งคะแนนไปครับ (ส่งมาก จ่ายมาก) ตอนนั้นผมได้รับตอบรับ Admission กลับมา 3 มหาวิทยาลัย จาก 8 ครับ มีมหาวิทยาลัย 1 แห่งเสนอทุนให้เลย อีกสองมหาวิทยาลัยไม่มีทุนให้ Penn State เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่ไม่เสนอทุนให้ แต่ผมก็ยังเลือกมา Penn State อยู่ดีครับ เหตุผลก็เพราะชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย (ภาควิชาของผมปัจจุบันอยู่อันดับที่ 19 ของอเมริกา ในสาขา Computer Science and Engieering ระดับ Graduate และ PSU เป็นมหาวิทยาลัยที่ “ใหญ่” เป็นอันดับ 3 ของอเมริกา เป็นรองแค่ UCLA และ Ohio State) ซึ่งผมคิดว่า มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกนะครับ สิ่งนี้จะ Pay off ในระยะยาวครับ

นอกจากเรื่อง Rank ของมหาวิทยาลัย น้องๆ ควรจะพิจารณาเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยนะครับ ค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้น แตกต่างกันมากๆ ครับ น้องควรจะเลือกสมัครแต่ยูฯ ที่คิดว่ารับไหวครับ ถ้าน้องเป็นนักเรียนทุน ก.พ. เรื่องนี้ก็คงไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องใช้ทุนตัวเองก็ต้องปรึกษากับที่บ้านดีๆ ครับ

เมืองที่อยู่ก็ยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องคิดด้วยนะครับ เพราะว่ารัฐแต่ละรัฐในอเมริกานั้นแตกต่างกันมากๆ รัฐอย่างนิวยอร์คนี่ก็เจริญมาก รัฐอย่างไวโอมิง เนบราก้านี่ไม่มีอะไรเลย จำนวนประชากรวัวมากกว่าคนอีกครับ ลองนึกถึงชนบทที่ห่างไกลมากๆ ของเมืองไทยแล้วกันครับ มันไม่มีอะไรทำจริงๆ อาหารการกินก็หายาก ถ้าน้องไม่สามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนี้ได้ น้องจะ Suffer มากๆ ครับ

มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะมี Requirement แตกต่างกันไปครับ แต่โดยรวมๆ แล้วสิ่งที่จำเป็นในการสมัครก็คือ Transcript, TOEFL 550 หรือ 600 ขึ้นไป (จากสเกล 677), Letter of Recommendation, Statement of Purpose, Financial Statement, ผลงานวิจัย (ถ้ามี), GRE (สาขาวิทยาศาสตร์) หรือ GMAT (สาขาธุรกิจ) และบางมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการศึกษาระดับปริญญาเอกนั้นอาจจะขอ GRE Subject Test ด้วยครับ ซึ่งหลักฐานเหล่านี้สำคัญทั้งหมดครับ แม้จะไม่มีใครบอกได้อย่างแน่นอนว่า จะสมัครอย่างไรให้ได้รับเข้าเรียนแน่ๆ แต่โดยทั่วไปแล้ว คะแนนยิ่งสูงก็จะยิ่งดีครับ สำหรับระดับปริญญาเอกแล้ว สิ่งที่ภาควิชามองหาก็คือ ความสามารถในการทำวิจัยครับ ดังนั้นผลงานวิจัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ ถ้าน้องๆ มีผลงานวิชาการตีพิมพ์ในระดับ International โดยเฉพาะใน Conference ดังๆ แล้ว โอกาสที่จะได้รับ Admission ก็จะสูงครับ คะแนน TOEFL นั้นบอกเพียงว่าน้องสามารถ Communicate เป็นภาษาอังกฤษได้ GRE/GMAT นั้นคล้ายๆ กับการทดสอบ IQ นั่นแหละครับ ส่วน GRE Subject Test เป็นการประเมิณพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาที่เราอยากจะเรียนครับ ถ้าน้องเรียนมาตรงสาขา ตรงนี้ไม่น่าจะมีปัญหา น้องๆ ที่สนใจสมัครเรียนระดับปริญญาโท ผมขอแนะนำให้ทำคะแนนทุกอย่างให้สูงๆ เข้าไว้ครับ เพราะว่าทาง Committee ก็ไม่มีเกณฑ์ในการเลือกมากนัก นอกจากตัวเลขที่น้องๆ นำมาใช้สมัครนั่นแหละครับ

Deadline ในการรับสมัครของแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะแตกต่างกันออกไปด้วยครับ แต่โดยหลักๆ แล้ว Deadlineน่าจะอยู่ที่ช่วงปลายปี เช่น October – December และจะรู้ผลประมาณเดือน April บางมหาวิทยาลัยประกาศผลสองรอบครับ คือรอบแรกจะเป็นผลการตอบรับสำหรับนักเรียนที่ High Profile โดยจะประกาศประมาณเดือน March และรอบสุดท้ายประมาณเดือน April ครับ สำหรับนักเรียนประเภท High Profile ที่เรียนอยู่ในอเมริกาอยู่แล้ว มหาวิทยาลัยมักจะเสนอตั๋วเครื่องบิน เพื่อให้น้องๆ บินมาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจด้วยครับ (คนเก่งๆ ใครก็อยากได้ครับ)

สำหรับน้องๆ ที่รู้ตัวว่า Profile ของตัวเองไม่ได้สูงมาก แล้วอยากจะได้ Admission มีเทคนิคหนึ่งที่ได้ผลมากๆ ครับ นั่นคือการเข้าไปคุยกับอาจารย์ท่านที่น้องๆ อยากจะทำวิจัยด้วยตัวต่อตัวครับ โดยน้องๆ อาจจะมาเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นก่อน แล้วส่ง Email ไปขอนัดคุยกับอาจารย์ท่านนั้นครับ อย่าลืมนะครับว่า อาจารย์ก็คนครับ คนเราพอได้คุยกันแล้วเนี่ย สามารถที่จะประเมิณอีกฝ่ายหนึ่ง ได้ดีกว่าการดูแค่ตัวเลขไม่กี่ตัวที่เห็นบนกระดาษครับ และถ้าคุยกันรู้เรื่อง ความเห็นใจมันมีครับ มีเพื่อนผมอย่างน้อยสามคน ได้รับเข้าเรียนในคณะที่ติดอันดับต้นๆ ของอเมริกาด้วยวิธีการนี้มาแล้วครับ

การเตรียมตัวไปเรียนต่อ

การเตรียมตัวไปเรียนต่อนั้น ควรจะเริ่มตั้งแต่เริ่มเรียนระดับปริญญาตรีเลยครับ นั่นคือน้องๆ ควรจะเรียนให้เก่งๆ แล้วทำเกรดให้ได้สูงๆ ครับ มันไม่ใช่เรื่องที่ยากต่อการเข้าใจเลยครับ ที่ว่าคนที่เกรดสูงๆ ก็ย่อมจะมีโอกาสมากกว่าคนที่ได้เกรดไม่สูงครับ ซึ่งการเรียนหนังสือให้เก่งนั้น ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรเลยครับ การที่น้องจะเรียนให้ได้เกียรตินิยมนั้น น้องๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะ หรือว่าเรียนพิเศษอะไรเลยครับ หลักการง่ายๆ ในการเรียนให้เก่ง (และในการเป็นเลิศในทุกๆ สิ่งในชีวิต) ก็คือ “รักในสิ่งที่ทำ” ครับ พอเรารักในสิ่งที่ทำ เราก็อยากจะทำให้มันให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาบอก มากระตุ้นครับ เราจะมีแรงผลักดันจากภายในที่จะกระตุ้นให้เราเอาชนะตัวเองให้ได้ยิ่งๆ ขึ้นไป (หลักการนี้ใช้ได้กับน้องๆ ที่กำลังจะเตรียมสอบ Entrance ด้วยครับ) การที่เราจะรักในสิ่งที่ทำได้นั้น เราต้องรู้จักตัวเอง และตั้งเป้าหมายในชีวิตที่สอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองเป็นครับ จากนั้นเราต้องรู้สิ่งที่เราทำนั้นมันมีความสำคัญอย่างไร จะทำให้เราไปสู้เป้าหมายที่ต้องการได้อย่างไร เท่านี้เราก็จะเกิด “การรักในสิ่งที่ทำ” ได้แล้วครับ แน่นอนว่าความกลัวก็เป็นแรงผลักดันมหาศาลได้เช่นกับความรักครับ แต่แรงกระตุ้นที่มาจากความกลัวนั้นจะทำให้เรารู้สึกเหน็ดเหนื่อย และแรงกระตุ้นประเภทนี้จะอยู่ไม่ยาวครับ ไม่เหมือนกับแรงกระตุ้นที่มาจากความรัก ที่เรายิ่งทำ เรายิ่งมีความสุขครับ

น้องๆ ไม่สามารถที่จะทำให้ตัวเองฉลาดเพิ่มเป็นสองเท่าได้ครับ แต่ว่าน้องสามารถที่จะขยันเพิ่มเป็นสองเท่าได้ครับ ยิ่งถ้าน้องรักในสิ่งที่น้องทำ น้องจะไม่รู้สึกเหนื่อยครับ สิ่งที่สำคัญก็คือ ความรู้ที่น้องๆ ร่ำเรียนมานั้นมัน Accumulate over time นะครับ นั่นคือยิ่งเรียนมาก ยิ่งรู้มาก และหลังจากที่ผ่านการคิดตกผลึกแล้ว ความรู้ความเข้าใจก็จะยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ จากประสบการณ์ของผมเอง นักเรียนที่ขยันอย่างสม่ำเสมอมักจะประสบความสำเร็จมากกว่านักเรียนที่หัวดี ที่สามารถเข้าใจอะไรเร็ว กว่าเพื่อนๆ นะครับ (ผมพูดถึงกรณีทั่วๆ ไปนะครับ ผมไม่ได้พูดถึงนักเรียนประเภทอัจฉริยะนะครับ นักเรียนประเภทนั้นเป็นพวกพิเศษที่เหนือกว่าความสามารถของผมจะประเมินได้)

คราวนี้ผมขอกลับมาพูดถึงการเตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษ นั่นก็คือ TOEFL และ GRE ครับ พอมาถึงประเด็นนี้ น้องๆ มักจะมีคำถามว่า จะไปเรียนพิเศษที่ไหนดี เพื่อที่จะสอบให้ได้คะแนนดี สำหรับ TOEFL นั้น สิ่งเดียวที่น้องๆ ควรจะเรียนเพิ่มเติมก็คือ การเขียนครับ ส่วนอย่างอื่นฝึกเองได้หมดครับ ภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่สิ่งที่ยากในการเรียนรู้ และพัฒนาครับ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ค่อยๆ พัฒนาไปทีละเล็กทีละน้อยครับ ถ้าน้องๆ อยากจะเก่งภาษาอังกฤษนั้น ทำได้ง่ายๆ ด้วยการอ่านหนังสือพิมพ์ และนิตยสารภาษาอังกฤษครับ อ่านทุกๆ วันวันละชั่วโมง ถ้าไม่รู้ศัพท์คำไหนก็เปิด Dictionary เอา และต้องจะมีสมุดจดศัพท์เอาไว้ท่องทบทวนความจำ แรกๆ อาจจะรู้สึกไม่สนุก เพราะว่าต้องเปิด Dictionary เยอะมากๆ แต่ผมขอรับประกันครับ ถ้าทำได้วันละชั่วโมง ไม่เกิน 6 เดือนเห็นผลครับ น้องจะเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมาแบบที่เรียกว่าเร็วมากๆ ครับ ที่สำคัญคือต้องขยันท่องศัพท์ครับ ถ้าหาเวลาท่องไม่ได้ ลองใช้เทคนิคของผมก็ได้ครับ ผมท่องศัพท์เวลานั่งรถเมย์ครับ ใช้เวลาว่างๆ เวลารถติดๆ ให้เป็นประโยชน์ด้วยครับ ส่วนการฟังนั้นผมขอแนะนำให้ดูหนัง Soundtrack เยอะๆ ครับ วิธีการที่ผมใช้ก็คือผมดู HBO, Cinimax, Star จาก UBC ครับ ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆ เราจะฟังไม่ออก หรือฟังไม่ทันว่าเค้าพูดอะไรกัน และช่องเหล่านี้ไม่มี Subtitle ภาษาอังกฤษให้ มีแต่ Subtitle ภาษาไทยให้ นั่นก็ยังมีประโยชน์มากครับ เพราะมันช่วยให้เราเดาออกว่าเค้าพูดอะไรกันในหนังครับ พอฟังมากๆ เข้า มันก็จะฟังออกไปเองครับ รายการที่เหมาะแก่การฝึกภาษามากที่สุด ก็คือรายการพวก Sit-Com เช่น Friends ครับ เพราะละครพวกนี้ใช้ศัพท์ง่ายๆ พูดช้า และเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวครับ ถ้าน้องๆ ฝึกทุกๆ วัน แค่ปีเดียวก็เห็นผลแล้วครับ สำหรับผม ผมเริ่มฝึกด้านการอ่านตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ และเริ่มฝึกฟังเมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีสามครับ (บ้านพึ่งมี UBC ตอนนั้นครับ สมัยนี้ UBC แพร่หลายกว่ามาก)

การเขียนนั้นน้องๆ จำเป็นต้องเรียนเพิ่มเต็มครับ การรู้ Grammar เป็นอย่างดีนั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่เพียงพอที่จะทำให้น้องจะเขียนบทความได้ดี หรือเขียนให้คนอ่านจะรู้เรื่องนะครับ การเขียนเป็นเรื่องของการ Form Idea การจัด Structure ของบทความมากกว่า Grammar ครับ ผมฝึกการเขียนด้วยการไปเรียนที่สถาบัน AUA เมื่อครั้งเรียนปริญญาโทที่ม.เกษตรครับ เรียนทุกวัน 7 โมงเช้า – แปดโมง พอเรียน AUA เสร็จก็ค่อยนั่งรถเมย์มาเรียนต่อที่เกษตรครับ (ผมโชคดีมากๆ ที่รอดตายมาได้ถึงทุกวันนี้ เพราะรถเมย์สาย 14 ที่ผมนั่งทุกวันนั้นขับอย่างกับการแสดงขับรถผาดโผน)

ส่วนการพูดนั้น เป็นเรื่องยากมากๆ ที่จะฝึกในประเทศไทยครับ ผมกล้าพูดได้เลยว่านักเรียนไทยส่วนใหญ่ที่ไปเมืองนอกแรกๆ พอไปพูดกับฝรั่งแล้ว เค้าฟังไม่รู้เรื่องหรอกครับว่าเราพูดอะไร แม้ว่าเราจะพูดถูก Grammar ทุกประการก็ตาม (แต่ไม่ใชุ่ทุกคนนะครับ บางคนอาจจะเคยฝึกเรื่องนี้มาก่อน ก็จะไม่เจอปัญหานี้) เหตุผลก็คือ 1) Pronunciation ที่เราเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ นั้นผิดทั้งหมดครับ เราต้องออกเสียง r, l, th, etc ให้ถูกต้องชัดเจนครับ 2) ภาษาไทยเป็นภาษา Monotone เวลาคนไทยเราพูดภาษาอังกฤษ เราก็มักจะพูดแบบ Monotone ด้วยครับ ซึ่งในภาษาอังกฤษนั้น การ Stress นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ครับ ถ้า Stress ผิด Syllable นี่ก็ความหมายเปลี่ยน ฟังไม่รู้เรื่องแล้วครับ นอกจากนั้นเรายังต้อง Stress ตำแหน่งที่ถูกต้องในประโยคด้วยครับ ผมเรียนรู้เรื่องนี้มาจากการ Take Course เมื่อผมมาอยู่อเมริกาแล้วครับ ผมหวังว่าเมืองไทยจะมีที่ๆ สอนเรื่องนี้นะครับ เรื่องนี้ต้องใช้ความอดทน ค่อยๆ พัฒนาไปครับ คนที่เริ่มเร็วเท่าไหร่ ก็จะได้เปรียบเท่านั้น ผมมาเรียนตอนโตแล้ว จึงยากที่จะแก้ไขครับ ทุกวันนี้ผมก็ยังมีปัญหาเรื่องนี้อยู่ครับ

มีรุ่นน้องและเพื่อนของผมหลายๆ คนเจอปัญหาที่ว่า พยายามจะสอบ TOEFL และ GRE หลายครั้งแล้ว แต่คะแนนที่ได้ก็ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดซะที ก็เลยท้อ แล้วคิดว่าจะเดินทางไปอเมริกาก่อน แล้วไปเรียนเพิ่มเติมที่นั่นอาจจะช่วยได้ ผมคิดว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิดครับ ผมขอแนะนำให้สอบ TOEFL และ GRE ให้ได้จากเมืองไทยเลยครับ เพราะว่า Cost Effective กว่ามาก คอร์สสอน TOEFL และ GRE ที่นี่นั้นค่าใช้จ่ายสูง และไม่เข้มข้นเหมือนที่เมืองไทยครับ ยกตัวอย่างเช่น มหาลัยที่ผมไปเรียนภาษาเค้าคิดค่าเล่าเรียนคอร์สละ $3,000+ (ประมาณ 120,000 ณ.ค่าเงินขณะนั้น) ต่อสามเดือน (นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนตัวนะครับ) แต่ว่าเนื้อหานี่แทบจะไม่มีอะไรเลยครับ น้องต้องเรียนด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่ครับ ซึ่งการเตรียมตัวในเมืองไทยน้องก็ต้องพึ่งตัวเองอยู่แล้ว แต่ว่าน้องยังหาตัวช่วยได้มากกว่า เพราะมีสถาบันที่สอนจำนวนมาก ในราคาที่ไม่แพง เงิน 120,000 นี่น้องเรียนได้เป็นสิบคอร์ส หรือเป็นปีเลยครับที่เมืองไทย ส่วนข้อสอบ GRE โดยเฉพาะส่วน Verbal (ตอนนี้อาจจะเปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว) นั้นเป็นอะไรที่ Ridiculous มากๆ ครับ ฝรั่งมันยังทำกันไม่ได้เลยครับ เต็ม 800 ทำได้ 300 ถือว่าเก่งสุดยอดแล้วครับ ผมคิดว่าคงต้องเรียนพิเศษเอาครับ เตรียมตัวเองคงจะลำบากมากๆ

ผมขอย้อนกลับมาประเด็นที่ว่า “คนที่เกรดสูงๆ ก็ย่อมจะมีโอกาสมากกว่าคนที่ได้เกรดไม่สูงครับ” เรื่องนี้มันก็เหมือนกับการแข่งรถแข่ง F1 นั่นแหละครับ ใครทำคะแนนได้ดีในรอบคัดเลือก ก็จะได้เริ่มต้นในตำแหน่งที่ดี เช่นแถวหน้า ในการแข่งขันรอบสุดท้าย แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า คนที่ออก Start ในแถวหน้าจะชนะเสมอไปครับ เกมส์ชีวิตเป็นอะไรที่ต้องดูกันยาวๆ ครับ บางคนเรียนไม่เก่งในตอนแรก แต่กลับมาเรียนเก่งทีหลัง หรือสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างงดงามครับ ชีวิตนั้นมีขึ้นมีลง และมีอะไรมากกว่าการเรียนครับ อย่าท้อแท้ครับ

การปรับตัว

หลังจากที่น้องๆ ได้รับการตอบรับเข้าเรียนต่อแล้ว (Admission) นี่นี้ก็มาถึงเวลาที่จะเดินทางไปเรียนต่อแล้วครับ น้องๆ คงจะพบกับคำถามว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร จะหาบ้านพักได้ที่ไหน จะเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยของตัวเองได้อย่างไร ผู้ที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือ นักเรียนไทยที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นอยู่แล้วครับ ผมขอแนะนำให้ติดต่อพวกเค้า โดยมากเค้าจะมีเว็บไซด์ครับ หรือลองติดต่อ International Office ของมหาวิทยาลัย ซึ่งรับผิดชอบดูแลนักเรียนต่างชาติครับ เค้าจะมีทางติดต่อ นักเรียนไทยเหล่านั้นได้ครับ คนไทยมักจะช่วยเหลือกันอยู่แล้วครับ สำหรับน้องๆ ที่สนใจมาเรียนที่ Penn State นี่คือเว็บไซด์ของสมาคมนักเรียนไทยที่ Penn State ครับhttp://psuthaiclub.net

สภาพแวดล้อมในต่างประเทศนั้นแตกต่างจากเมืองไทยมากๆ ครับ น้องๆ หลายๆ คนมีปัญหา เพราะว่าพยายามจะปรับสภาพแวดล้อมใหม่ ให้กลับไปเหมือนสภาพแวดล้อมเก่า ที่ตัวเองคุ้นเคย วิธีการนี้ไม่ได้ผลหรอกครับ วิธีการที่ถูกก็คือ การปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ต่างหาก หาความสุขจากมันให้ได้ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ แทนที่จะไปนั่งบ่นว่าทำไมชีวิตที่นี่ถึงไม่เหมือนที่เมืองไทย ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วก็จะสนุกกับชีวิตครับ

ปัญหาแรกที่น้องๆ จะต้องเจอแน่ๆ ก็คือเรื่องภาษาครับ ผมจำได้ว่าเดือนแรกที่ผมมาอยู่อเมริกานั้น ผมพูดกับใครไม่รู้เรื่องเลยครับ ด้วยเหตุผลที่ผมพูดไปแล้วข้างต้น อย่าคิดว่าการเข้าห้องเรียนนั้นจะช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษของเราได้นะครับ ต้องไม่ลืมว่าในห้องเรียนนั้นมีนักเรียนเกือบ 20 คน (โดยมากแล้วจะมากกว่านั้น) คาบละประมาณ 1 ชั่วโมง อาจารย์ท่านมีเนื้อหามากมายที่ต้องสอน ถ้าน้องคุยกับอาจารย์แค่ 5 นาทีต่อคาบ อาจารย์ก็เหลือเวลาสอนแค่ 55 นาทีแล้วครับ ในหนึ่งคาบไม่ได้มีเราคนเดียวที่ถามอาจารย์นะครับ ถ้าพูดมากกว่านี้เพื่อนๆ คงด่าแล้วหละครับ และถ้าเราพูดกับอาจารย์ท่านไม่รู้เรื่อง จะเป็นเราซะอีกที่รู้สึกไม่อยากจะพูด โอกาสที่น้องจะพูดภาษาอังกฤษในห้องเรียนนั้นมีน้อยแล้วนะครับ โอกาสนอกห้องเรียนนั้นยิ่งน้อยกว่านั้นอีกครับ โดยเฉพาะการเรียนสาขาวิศวะฯ ที่เป็นการเรียนแบบตัวใครตัวมัน แต่ถ้าน้องเรียนสาขาที่ต้องทำงานกลุ่ม อาจจะมีโอกาสได้พูดกับ Groupmate บ้างครับ แต่ถ้าน้องคบอยู่แต่กับเพื่อนคนไทยแล้ว วันหนึ่งน้องอาจจะพูดภาษาอังกฤษได้วันละไม่ถึงห้านาทีครับ แล้วอย่างนี้ภาษาอังกฤษของเรามันจะพัฒนาได้ไหมหละครับ เพราะปัญหาเรื่องภาษานี่แหละครับ ผมเรียนไม่รู้เรื่องอยู่ครึ่งเทอม สอบ Mid-term เทอมแรกออกมา คะแนนนี่ต่ำติดดินเลยครับ

ถ้าอย่างนั้นเราจะแก้ปัญหาเรื่องภาษาได้อย่างไร?

คำตอบก็ง่ายๆ นั่นก็คือ “การมีเพื่อนต่างชาติไงครับ” ภาษาอังกฤษที่ผมได้มา นั้นได้มาจากสนามฟุตบอลเป็นส่วนใหญ่ครับ ผู้ชายเราจะเป็นเพื่อนสนิทกัน ก็เมื่อได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เล่นกีฬาร่วมกันครับ โดยปกติแล้ว ไม่มีฝรั่งคนไหนใจดีจะมาช่วยสอนภาษาให้กับคนที่ไม่รู้จักฟรีๆ หรอกครับ (โดยเฉพาะกับคนไทย ถ้าเป็นคนจีน หรือญี่ปุ่น อาจจะมีฝรั่งสนใจเป็น Conversation Partner เพื่อแลกเปลี่ยนภาษากันครับ) แต่สำหรับเพื่อนแล้วมันไม่เหมือนกันครับ เพื่อนจะสนใจในเรื่องราวของกันและกัน คุยเล่นแลกเปลี่ยนกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน และเพื่อนจะมีความอดทนที่จะรับฟังมากกว่าครับ ถึงแม้เค้าจะฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง อีกเทคนิคหนึ่งที่ผมใช้นอกจากการเตะฟุตบอลก็คือ การชวนเพื่อนๆ มาทานข้าวที่บ้านครับ สมัยที่ผมมาถึงอเมริกาใหม่ๆ ยังพูดกับใครไม่รู้เรื่องนั้น โรงเรียนภาษามีส่วนช่วยในการพัฒนาภาษาอังกฤษของผมน้อยมากๆ ผมจึงต้องหาโอกาสพูดภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ผมก็เริ่มชวนเพื่อนๆ มาทานข้าวที่บ้าน (ซึ่งจริงๆ แล้วผมทำกับข้าวไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่นั่นไม่เป็นไร เพราะเพื่อนๆ ของผมเค้าไม่รู้ครับ อิอิ) เราไม่จำเป็นต้องชวนเพื่อนฝรั่ง ที่พูดภาษาอังกฤษได้ทีเท่านั้นนะครับ การคุยกับคนเอเซียที่ภาษาไม่ได้ดีมากก็ยังมีประโยชน์ครับ (แม้ว่าเพื่อนฝรั่งจะช่วยเราได้มากกว่า) เพราะถ้าเค้าฟังเรารู้เรื่องก็แสดงว่าเรามีการพัฒนา ถ้าไม่รู้เรื่อง ก็รองใหม่ครับ พูดไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเองครับ ยังไงเพื่อนๆ ก็อดทนกับเราอยู่แล้ว สำหรับผมแล้ว เพื่อนๆ ต่างชาติเหล่านี้ ถึงทุกวันนี้ยังเป็นเพื่อนที่ดีมากๆ ของผม บางคนเคยเดินทางมาเที่ยวบ้านผมที่เมืองไทย และผมก็เคยไปเยี่ยมเค้าที่เกาหลี เพื่อนๆ ต่างชาติอีกหลายๆ คนที่ผมรู้จัก และสนิทสนมจากการเตะฟุตบอล ก็ชวนผมไปเที่ยวบ้านเค้า โดยเสนอที่พักให้ครับ ถ้าไม่พูดถึงการพัฒนาภาษาของเรา การมีเพื่อนนั้นเป็นสิ่งที่ดีในตัวมันเองอยู่แล้วครับ สิ่งสำคัญก็คือ ความจริงใจ และการเป็นฝ่ายสร้างสะพานก่อนครับ

นอกจากเรื่องภาษาแล้ว น้องๆ ก็ยังต้องรู้จักดูแลตัวเองครับ การใช้ชีวิตที่เมืองไทยนั้นง่ายกว่ามาก เพราะเราคุ้นเคย อยากได้อะไรก็รู้ว่าจะหาได้ที่ไหน อาหารการกินก็อร่อยถูกปาก ราคาถูกใจ เผลอๆ ยังมีคนทำงานบ้านให้อีก แต่การมาอยู่เมืองนอกนั้นต้องทำเองทุกอย่าง อาหารการกินที่นี่ก็แพง ถ้าจะกินข้าวนอกบ้านทุกมื้อคงไม่ไหว และอาหารฝรั่งนั้นกินบ่อยๆ ก็เลี่ยนครับ ดังนั้นน้องๆ ควรจะหัดทำอะไรด้วยตัวเอง ซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดบ้าน ทำกับข้าวเองครับ สมัยที่ผมมาถึงอเมริกาใหม่ๆ นั้นผมหุงข้าวไม่เป็นด้วยซ้ำครับ แต่ผมโชคดีที่มีรุ่นพี่ที่ใจดี ที่คอยสอนให้ผมทำกับข้าว ตั้งแต่หั่นผัก หั่นหมู ทำกับข้าวง่ายๆ จนกระทั่งผมสามารถที่จะทำเมนูยากๆ กินเองได้ครับ ของอย่างนี้มันเรียนรู้กันได้ครับ

ชีวิตนักเรียน Grad

เรื่องการเรียนในห้องเรียนนั้นผมคงไม่มีคำแนะนำอะไรครับ ผมอยากจะพูดเรื่องการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการเรียนจบของนักเรียน Grad ครับ มีคนกล่าวว่า “การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา ก็เหมือนการแต่งงาน” ครับ (และยังมีบางคนกล่าวไว้อีกว่า “การแต่งงานนั้นเหมือนการซื้อ Lottery” อิอิ) ถ้าคำพูดนั้นเป็นจริง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ผ่านการหย่าล้างมาแล้วสามครั้งภายในเวลาเพียงไม่ถึงสิบปีครับ อิอิ เหตุผลที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า เราต้องอยู่กับอาจารย์ท่านไปอีกหลายปี โดยเฉพาะการศึกษาระดับปริญญาเอก ดังนั้นเราจึงต้องมั่นใจว่าเรารักงานวิจัยที่เราทำ และเราต้องทำงานเข้ากับอาจารย์ท่านได้ครับ ถ้าสไตล์การทำงานไม่เข้ากัน ก็คงอยู่กันอย่างไม่มีความสุขครับ ยกตัวอย่างเช่น อาจารย์บางท่านตามงานใกล้ชิด ไกด์เยอะ อย่างนี้ก็จะดีครับ เรียนจบเร็ว แต่ว่าบางคนอาจจะไม่ชอบ เพราะไม่มีอิสระในการคิด การทำอะไรมากนักครับ

การเลือกอาจารย์ที่ปรึกษานั้นก็เหมือนการเลือกแฟนครับ อย่าสักแต่ว่าเลือก เพราะเรื่องนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ตัดสินว่าน้องจะเรียนจบไหม เรียนจบเมื่อไหร่ และอนาคตเป็นอย่างไร เรื่องสำคัญอย่างนี้ต้องใช้เวลา ทำความรู้จัก แ้ล้วค่อยๆ เลือกครับ อย่าเลือกด้วยความกลัว ไม่ใช่ว่าอาจารย์คนไหนรับเราก็รีบเอาไว้ก่อน อย่างนี้ไม่ดีแน่ครับ โดยทั่วๆ ไปแล้วอาจารย์ท่านก็อยากได้คนไปทำวิจัยให้ครับ เพราะผลงานของอาจารย์นั้นวัดกันที่งานวิจัยครับ คนเรานั้นล้วนแล้วแต่มีคุณค่าในตัวเอง เราต้องรู้ว่าคุณค่าของเรานั้นอยู่ทีไหน เริ่มต้นเราต้องรู้จักตัวเองก่อนครับ ว่าเรามีจุดอ่อน จุดแข็งตรงไหน ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ชอบ หรือไม่ชอบทำอะไร แล้วก็หาอาจารย์ที่ Match กับเราครับ มันก็เหมือนชีวิตการทำงานละครับ ถ้าเราทำงานเข้ากับเจ้านายไม่ได้ โอกาสในการเจริญก้าวหน้าก็น้อย แต่ถ้าเจ้านายรักและสนับสนุนเรา โอกาสจะก้าวกระโดดก็มีมาก ที่สำคัญอย่าเลือกเพียงเพราะอาจารย์ท่านนั้นดูเป็น Mr. Nice Guy ครับ แค่เค้า Nice พูดจาเพราะนั้นไม่พอครับ ต้องหาอาจารย์ที่มีความรู้ สามารถที่จะแนะนำเราได้ด้วย (ไม่ใช่อาจารย์ทุกคนเก่งหมด แนะนำเราได้หมดนะครับ) และท่านยังควรจะ Active อยู่ อาจารย์บางท่านอายุมากแล้ว อาจจะทำงานแบบรอวันเกษียณ อาจารย์ที่ดีนั้นควรจะทำงานไปกับเรา และกระตุ้นให้เราทำงานครับ อย่างนี้จะเรียนจบเร็วครับ ที่สำคัญเราต้องหมั่นเข้าไปพออาจารย์บ่อยๆ ครับ

การทำงานกับอาจารย์ที่มืชื่อเสียงจะเป็นผลดีมากในอนาคต เพราะอาจารย์ท่านอาจจะมี Connection ที่ช่วยให้เราหางานได้ หรือเพียงแค่ชื่อเสียง และ Recommendation จากท่านก็ช่วยได้มากแล้วครับ

การใช้ชีวิตในต่างแดน

คำแนะนำของผมก็คือ ใช้ชีวิตให้คุ้มค่าครับ อย่าเอาแต่เรียน เรียน เรียนอย่างเดียว การขยันเรียนเป็นสิ่งที่ดีครับ แต่ชีวิตนั้นมีอะไรมากกว่านั้น เราต้องรู้จักทำตัวเองให้มีความสุขครับ พอเรามีความสุขแล้วเราก็จะทำอะไรได้ดีครับ คนไม่มีความสุข ย่อมจะทำงานได้ไม่ดีอยู่แล้ว ไม่งั้นน้องก็จะเป็นทุกข์อยู่กับความรู้สึก Homesick ครับ เมื่อมีโอกาสได้ออกมาสัมผัสโลกกว้างทั้งที ก็ควรจะโบยบินออกไปดูให้ทั่วครับ ว่าโลกนี้มีอะไรบ้าง เพื่อเปิดวิสัยทัศน์ของเราให้กว้างไกล (บางทีผมอาจจะบินมากไปหน่อยครับ อิอิ)

ผมคิดว่านักเรียนไทยก่อนที่จะมาอเมริกา ส่วนใหญ่จะจินตนาการว่าอเมริกาเป็นเหมือนที่เคยเห็นในหนัง Hollywood นั่นคือเป็นเมืองใหญ่ๆ อย่าง New York, L.A. ถ้าน้องไม่ได้ไปเรียนในยูฯ ที่อยู่ในเมืองอย่าง UPenn, Columbia, NYU, USC, MIT, Harvard แล้วผมขอบอกเลยครับว่า น้องๆ คงจะไม่ได้อยู่เมืองใหญ่ๆ หรอกครับ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในอเมริกา จะตั้งอยู่ในเมืองมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ บางเมืองมีคนอยู่ไม่ถึงหมื่นคนด้วยครับ ปัญหาของการใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ อย่างนี้ก็คือ มันเป็นเมืองเงียบๆ ไม่มีกิจกรรมอะไรมากนัก ลองจินตนาการถึงอำเภอเล็กๆ ในต่างจังหวัดบ้านเราแล้วกันครับ จะได้เห็นภาพ คนที่มาจากเมืองใหญ่ๆ มีสีสันมากมาย อย่างเช่น กรุงเทพ จะเกิดความรู้สึกเบื่อ หรือเหงาครับ ดังนั้นน้องๆ จะต้องรู้จักวิธีจัดการให้ชีวิตตัวเองมีความสุขครับ เพื่อนผมบางคนใช้เวลาว่างที่มีไปเรียนลีลาศ เีรียนสเก็ตน้ำแข็ง หัดเล่นสกี หัดตีกอลฟ์ หรือเรียนดนตรี สำหรับผมแล้ว ผมสามารถทำตัวเองให้มีความสุขได้ แม้ผมจะอยู่คนเดียว ด้วยการเตะฟุตบอล ถ่ายรูป เล่นกีตาร์ ทำอาหาร อ่านหนังสือครับ อ๋อที่สำคัญที่สุด “เล่น Multiply.com” ครับ 😀

ตอนแรกผมคิดจะเขียนสั้นๆ แต่พอเขียนไปเขียนมา ดันยาวยืดเลยครับ สิ่งที่ผมเขียนนั้นมาจากประสบการณ์ของผมเอง ถ้าในอดีตมีคนมาบอกสิ่งเหล่านี้กับผม ผมคงไม่ต้องเรียนรู้เรื่องพวกนี้ The Hard Way หรอกครับ ดังนั้นพอผมเรียนรู้แล้วก็เลยอยากจะเอามาแชร์ครับ เพื่อเป็นประโยชน์แก่รุ่นน้องๆ ครับ ถ้ามีความผิดพลาดประการใด ผมก็ขออภัยด้วยนะครับ หรือถ้าใครมีคำแนะนำเพิ่มเติม ผมก็ยินดีน้อมรับครับ ส่วนถ้าจะมีความดีใดๆ ผมขอยกความดีนั้นให้คุณพ่อคุณแม่ และครูบาอาจารย์ ผู้ประสิทธิประสาทวิชาให้ทุกท่านครับ

อติชาติ ตั้งปอง (อิ้งค์)

ที่มา

> http://www.wannawalkwithme.com/?p=6093

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s