Cambridge Texts in Biomedical Engineering

Biomedical Engineering
Bridging Medicine and Technology
Series: Cambridge Texts in Biomedical Engineering
W. Mark Saltzman
Yale University, Connecticut

This is an ideal text for an introduction to biomedical engineering. The book presents the basic science knowledge used by biomedical engineers at a level accessible to all students and illustrates the first steps in applying this knowledge to solve problems in human medicine. Biomedical engineering encompasses a range of fields of specialization including bioinstrumentation, bioimaging, biomechanics, biomaterials, and biomolecular engineering. This introduction to bioengineering assembles foundational resources from molecular and cellular biology and physiology and relates them to various sub-specialties of biomedical engineering. The first two parts of the book present basic information in molecular/cellular biology and human physiology; quantitative concepts are stressed in these sections. Comprehension of these basic life science principles provides the context in which biomedical engineers interact. The third part of the book introduces sub-specialties in biomedical engineering, and emphasizes – through examples and profiles of people in the field – the types of problems biomedical engineers solve.

• It is designed to be accessible to high school graduates. More sophisticated mathematics and science are treated in boxed inserts
• It provides a systematic presentation from chemistry to biology to physiology to engineering
• It includes robust pedagogy including numerous examples, problems, boxed profiles of people in the field, and boxed information on key concepts and innovations, integrated self tests, chapter outlines and summaries, key concept and definition lists, and web links

Contents
1. Introduction; Part I. Molecular and Cellular Principles:
2. Biomolecular principles;
3. Biomolecular principles: nucleic acids;
4. Biomolecular principles: proteins;
5. Cellular principles; Part II. Physiological Principles:
6. Communication systems in the body;
7. Engineering balances: respiration and digestion;
8. Circulation;
9. Removal of molecules from the body;
10. Biomechanics;
11. Bioinstrumentation;
12. Bioimaging;
13. Biomolecular engineering and biotechnology;
14. Biomolecular engineering II: engineering of immunity;
15. Biomaterials and artificial organs;
16. Biomedical engineering and cancer.

Suurce:>http://www.cambridge.org/uk/catalogue/catalogue.asp?isbn=9780521840996

Readers who viewed this page, also viewed:
>Introduction to Biomedical Engineering

Related Posts:
>Biomedical Engineering Lecture from Yale University
>MIT Biomedical Engineering Introduction

Biomedical measurement and Instrumentation.

2-BE-004-Arnold_Introduction to Medical Electronics Applications [1995](234s).pdf10.95 MB
2-BE-010-Northrop_Analysis and Application of Analog Electronic Circuits to Biomedical Instrumentation.pdf4.21 MB

2-BE-015-John D. Enderle_Bioinstrumentation.pdf4.76 MB

2-BE-017-Sandra R. Eaton_Biomedical EPR Part-B Methodology Instrumentation and Dynamics.pdf10.98 MB
2-BE-023-Shu Q. Liu_Bioregenerative Engineering Principles and Applications .pdf25.33 MB

2-BE-029-CRC Press_Biomedical Technology and Devices Handbook.pdf60.09 MB

2-BE-066-Wiley – Encyclopedia of Medical Devices and Instrumentation – Vol. 1.pdf15.50 MB

2-BE-067-Wiley – Encyclopedia of Medical Devices and Instrumentation – Vol. 2.pdf10.69 MB
2-BE-068-Wiley – Encyclopedia of Medical Devices and Instrumentation – Vol. 3.pdf15.79 MB
2-BE-069-Wiley – Encyclopedia of Medical Devices and Instrumentation – Vol. 4.pdf14.39 MB

2-BE-070-Wiley – Encyclopedia of Medical Devices and Instrumentation – Vol. 5.pdf14.05 MB

2-BE-071-Wiley – Encyclopedia of Medical Devices and Instrumentation – Vol. 6.pdf16.23 MB

Education and the Significance of Life

Education and the Significance of Life

Education and the Significance of Life is a penetrating inquiry into the nature and requirements of the kind of education which can lead to self-fulfillment and to world peace. Krishnamurti stresses self-knowledge and creating an environment free from fear to help create an atmosphere in which real education can take place.Krishnamurti had a lifelong interest in education and founded schools on three continents. In this seminal book he critically examines what is wrong with education as it stands, relating it to society at large and the need for a new and different world order. The book speaks practically of such matters as class size and the function of leadership, while never losing the central vision that “true culture is founded… on the educators.”

Publisher: HarperSanFrancisco
Author/Editor: J. Krishnamurti
125 pp – Paper

แนะ นำหนังสือเล่มอื่นๆของที่น่าศึกษา

1-“การศึกษาและสาระสำคัญ ของ ชีวิต (Education and the Significance of Life)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”

2-“พลังแห่งจิต เงียบ (The Silent Mind)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”

3-“มิติ ใหม่ทางการศึกษา เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์(Krishnamurti On Education)”,”J.Krishnamurti”,””,”มูลนิธิอันวีกษณา(The Quest Foundation)”,”Softcover”

4-“วิวาทะ กฤษณมูรติ และปราชญ์ชาวพุทธ(Can Humanity Change?)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”

5-“สนทนากับ กฤษณมูรติ (conversations)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”

6-“อิสรภาพ เกิดขึ้นเมื่อคุณไม่รู้ (Freedom from The Known)”,”J.Krishnamurti”,””,””,”Softcover”

Related Links :

http://www.anveekshana.org/mainthai.htm

http://www.anveekshana.org/en/bookshop.asp

http://www.uni-giessen.de/~gk1415/krishnamurti.htm

J. KRISHNAMURTI :

Part 1 : Life Story & Teachings

>> J. KRISHNAMURTI : Part 2 : Life Story & Teachings

กฤษณะมูรติ เกิดเมื่อวันที่ 12 เดือนพฤษภาคม ปีค.ศ. 1895 ที่เมืองมาดนะปาเล ซึ่งเป็นเมืองเล็กในใจกลางอินเดียตอนใต้ โหรท้องถิ่นได้ทำนายดวงชะตาของกฤษณะมูรติ ว่าจะมีความยิ่งใหญ่ทางศาสนาและมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก แต่ตราบจนกระทั่งกฤษณะมูรติมีอายุเกือบสิบห้าปีไม่ปรากฏวี่แววว่า ตัวเขาจะเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับโลกในอนาคตเลย

อย่างไรก็ดี สมาคมเทวญาณวิทยา (ก่อตั้งปี ค.ศ. 1875) ซึ่งมีความเชื่อเรื่อง พระเมสสิอาห์จะอวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดมาเป็นพระเยซูใน ยุคนี้ จึงทำการ “ค้นหา” คนคนหนึ่งซึ่งอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในโลก และเป็นผู้ซึ่งมีชีวิตและร่างกายเหมาะสมสำหรับเป็น “ภาชนะ” รองรับการอวตารของพระเมสสิอาห์นี้

แกนนำคนสำคัญคนหนึ่งของสมาคมเทวญาณวิทยาชื่อ ชาร์ลส์ ลีดบีเธอร์ (ค.ศ. 1847-1934) ที่ผู้คนในสมาคมล้วนเชื่อว่า เขามี “ตาทิพย์” ที่สามารถมองเห็นรังสีออราของคนได้ เป็นผู้ค้นพบกฤษณะมูรติในวัย 14 ปี ในปี ค.ศ. 1909 ขณะที่ตัวเขากำลังเล่นน้ำทะเลอยู่ที่ชายหาดเมืองอัดยาร์ แล้วลีดบีเธอร์เหลือบไปมองเห็นรังสีออราของกฤษณะมูรติ และพบว่ามันเป็นรังสีออราที่มหัศจรรย์มาก คือ มันเป็นรังสีออราที่ไม่มีอณูแห่งความเห็นแก่ตัวปะปนอยู่เลย

เมื่อได้รับแจ้งจากลีดบีเธอร์ว่า ค้นพบพระเมสสิอาห์ในตัวของเด็กชายกฤษณะมูรติแล้ว ทางสมาคมเทวญาณวิทยาก็ได้ติดต่อผู้ปกครองของกฤษณะมูรติ โดยเสนอตัวเข้ามาเลี้ยงดูกฤษณะมูรติ และนิตยาน้องชายของเขา พร้อมกับตระเตรียมปั้นกฤษณะมูรติให้เป็น “คุรุของโลก” ภายในยี่สิบปีข้างหน้า

ดร.แอนนี่ บีแซนท์ ผู้นำของสมาคมเทวญาณวิทยาได้พากฤษณะมูรติ และนิตยาน้องชายของเขาไปศึกษาต่อที่อังกฤษ เด็กชายทั้งสองได้รับการเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางสังคมผู้ดีชั้นสูงของอังกฤษ มีครูพิเศษแต่งตัวประณีตฝึกฝนมารยาทการเข้าสังคม ฝึกพูดภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้อย่างสมบูรณ์ จนร่องรอยความเป็นฮินดูจากวัยเด็กค่อยๆ ถูกลบเลือนไปจากกฤษณะมูรติอย่างช้าๆ

แต่แปลกที่กฤษณะมูรติกลับเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่ง ในการสอบทุกครั้งกฤษณะมูรติจะสอบตกเสมอ จนมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดปฏิเสธที่จะรับเขาเข้าเรียน แม้ว่าตัวเขาจะมีอิทธิพลหนุนหลังมากมายก็ตาม หนึ่งในอิทธิพลนั้นคือความเชื่อของชาวตะวันตกจำนวนหนึ่งที่ว่า กฤษณะมูรติเป็นบุตรของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ตัวกฤษณะมูรติจึงเรียนไม่จบแม้เขาจะย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยลอนดอน และย้ายไปที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนแล้วก็ตาม

เป็นไปได้มากว่า กฤษณะมูรติกลายเป็นเด็กหนุ่มที่ว้าเหว่ รุ่มร้อนใจและปราศจากความสุข เพราะตัวเขามักจะถูกเตือนและถูกกดดันจากผู้คนรอบข้างที่เป็นคนของสมาคมเทวญาณวิทยาอยู่เสมอว่า ตัวเขามีอนาคตและความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่รออยู่เบื้องหน้า เพราะเขาจะต้องเป็น “คุรุของโลก” ผู้คนจำนวนนับพันนับหมื่นในหลายประเทศกำลังบริจาคเงินและอุทิศชีวิตให้กับการสร้างองค์การศาสนาสำหรับตัวเขา และคำสอนของเขาก็เป็นที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อของผู้คนเป็นจำนวนมาก พวกเขากำลังรอวันที่กฤษณะมูรติจะมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาเพื่อประกาศคำสอน ขณะที่ตัวกฤษณะมูรติเองไม่ได้เต็มใจที่จะเป็นพระเมสสิอาห์ตั้งแต่แรก ตรงข้ามเขากลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ “หุ่นเชิด” ของสมาคมเทวญาณวิทยาให้เป็นพระเมสสิอาห์มากกว่า

อย่างไรก็ดี ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1922 เมื่อกฤษณะมูรติมีอายุได้ 27 ปี ได้บังเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นภายในตัวของกฤษณะมูรติที่วิชาโยคะเรียกว่า “การตื่นขึ้นของพลังกุณฑาลินี” กล่าวคือ ร่างกายของกฤษณะมูรติได้ถูกบีบคั้นด้วยความเจ็บปวดจากภายใน จนตัวเขาสิ้นสติไปเป็นเวลานาน พอรู้สึกตัวก็บ่นว่าร้อน เจ็บปวดที่ศีรษะและลำคอ มีอาการสั่นเทา เขาเป็นเช่นนี้อยู่สามวันเต็มก่อนเข้าสู่สภาวะสงบเงียบอย่างน่าประหลาด เขาเริ่มนั่งทำสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้อยู่ในห้วงฌานอันล้ำลึก ต่อมาเขาได้สรุปประสบการณ์ในครั้งนั้นของเขาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ผมกำลังมึนเมาในพระเจ้า”

การตายของนิตยาน้องชายของเขาด้วยโรคปัจจุบันทันด่วน ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1925 เมื่อกฤษณะมูรติอายุ 30 ปี ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะมันทำให้ชีวิตหลังจากนั้นของเขาไม่คิดที่จะไปยึดมั่นผูกพันกับคนผู้ใดอีกเลย และ “การไม่ยึดมั่นถือมั่น” ก็ได้กลายมาเป็นใจความสำคัญในคำสอนของเขา หลังจากนั้นด้วย

กฤษณะมูรติเปลี่ยนไปมาก เขากลายเป็นคนช่างคิดจริงจังมากขึ้น และเต็มใจที่จะปฏิบัติตามคำบอกของสมาคมเทวญาณวิทยาน้อยลง ความเป็นขบถทางจิตใจของกฤษณะมูรติเริ่มขึ้นแล้ว และนำไปสู่การแตกหักครั้งใหญ่ของเขากับสมาคมเทวญาณวิทยา ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1929

ณ ที่แคมป์ออมเมนในประเทศฮอลแลนด์ ต่อหน้าสมาชิกของสมาคมเทวญาณวิทยาจากทั่วโลกกว่าสามพันคน กฤษณะมูรติได้ประกาศยุบเลิกพรรคตราบูรพาที่สมาคมเทวญาณวิทยาจัดตั้งขึ้นมารับใช้เขา โดยเฉพาะในฐานะว่าที่คุรุของโลกและเขายังได้ประกาศก้องว่า

“สัจธรรมเป็นดินแดนที่ไร้หนทาง ไม่อาจมีการจัดตั้งองค์กรใดๆ ขึ้นมาเพื่อชี้นำ หรือบังคับผู้คนให้เดินตามไปบนหนทาง เฉพาะทางใดทางหนึ่ง ทั้งนี้เพราะ สัจธรรมเป็นสิ่งที่ไร้ขอบเขต และไร้เงื่อนไข มันไม่อาจถูกจัดตั้ง และไม่อาจเข้าถึงได้ โดยผ่านศาสนา นิกาย หรือองค์การใดๆ ทั้งสิ้น”

กฤษณะมูรติชี้แจงว่า ตัวเขาไม่ต้องการเป็นคนขององค์การทางจิตวิญญาณใดๆ เพราะองค์การดังกล่าวจะกลายเป็นไม้เท้าค้ำพยุง เป็นความอ่อนแอ เป็นพันธะผูกมัดทำให้ปัจเจกชนต้องพิการ เขาจึงประกาศว่า เขาไม่ต้องการผู้ติดตาม หรือสาวกใดๆ ทั้งสิ้น

ทุกๆ คนในที่ประชุมตกตะลึงไปตามๆ กัน แต่ก็ไม่มีใครสามารถยับยั้งกฤษณะมูรติได้ เขาลาออกจากสมาคมเทวญาณวิทยา และบอกเลิกทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นหยิบยื่นให้แก่เขา ขณะนั้นเขามีอายุ 34 ปีเต็ม และตลอดชีวิตหลังจากนั้นของเขา เขาไม่เคยปรารถนาเงินทอง อำนาจหรือลาภยศสรรเสริญใดๆ เลย เขาสนใจเพียงแต่จะมุ่งปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากกรงขัง จากความหวาดกลัวทั้งปวง ด้วยการเดินทางรอบโลกเพื่อพบปะพูดคุยกับผู้คนเท่านั้น และจะไม่ก่อตั้งศาสนาใหม่ หรือหลักคำสอนใหม่ขึ้นมาด้วย

กฤษณะมูรติได้ใช้วิถีชีวิตตลอดทั้งชีวิตของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยัน คำสอนสุดยอดของเซน ที่ว่า ถึงแม้เป็นฆราวาสก็สามารถบรรลุถึงความเป็นอิสรเสรีอย่างสมบูรณ์ได้ ถ้าสามารถละความยึดมั่นถือมั่นได้อย่างสิ้นเชิง

จากการที่ได้ศึกษาเรื่องราวของกฤษณะมูรติ ทำให้พระหนุ่มอย่างอินทปัญโญได้แง่คิดเกี่ยวกับ ความสำคัญของการพึ่งตนเองในการปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระทางด้านจิตใจ โดยไม่ยึดถืออะไรเป็นที่พึ่ง ถ้าหากคนคนนั้น ปรารถนาจะประสบภาวะ “พุทธธรรม” อันประเสริฐ ทั้งนี้เพราะนิพพานหรือสัจธรรมแห่งพุทธธรรมจะปรากฏแก่บุคคลได้ ก็ต่อเมื่อคนผู้นั้นมีจิตใจที่เป็นอิสระโดยสมบูรณ์แล้วเท่านั้น

อินทปัญโญยิ่งตระหนักได้ชัดยิ่งขึ้นว่า ประสบการณ์แห่งการรู้แจ้ง นั้น มันเป็นเรื่อง การปฏิวัติภายใน ของคนผู้นั้นอย่างแท้จริง ซึ่งไม่อาจเห็นได้จากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการนุ่งห่ม กิริยาท่าทาง หรือแม้แต่การพูดจาเองก็ตาม ผู้รู้ที่บอกเล่าถึงภาวะจิตใจอันเป็นอิสระดังกล่าวก็บอกได้แต่เพียงภาวะนั้นให้รับทราบเท่านั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการรู้แจ้งคือ การมีจิตที่เป็นอิสระจากทุกสิ่งว่างจากอัตตาความคิดทั้งปวง ไม่ใช่อำนาจวิเศษใดๆ หรือความสามารถทางอภิญญาใดๆ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคทางจิตวิญญาณในขั้นละเอียดยิ่งได้ การจะทำเช่นนั้นได้ จึงไม่อาจพึ่งพาใครได้แม้แต่พระผู้เป็นเจ้า นอกจากคนผู้นั้นจะต้องเป็น “ผู้ดู” จิตของตนเองอย่างถึงที่สุดเท่านั้น

อนึ่งในปี พ.ศ. 2480 นั้นเอง สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) แห่งวัดเทพศิรินทราวาส พระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ซึ่งกำลังทำหน้าที่บัญชาการสงฆ์แทนองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ได้มาเยือนสวนโมกข์ของพระหนุ่มอินทปัญโญถึงที่ รวมทั้งยังได้แสดงความชื่นชม และพอใจงานของสวนโมกข์เป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย

การมาเยือนของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ในครั้งนั้น เป็นไปท่ามกลางความงงงันของอินทปัญโญ โดยไม่มีใครคาดฝันว่าจะได้รับความเมตตาปรานีจากบุคคลสูงสุดในวงการสงฆ์ถึงขนาดนี้ สมเด็จท่านใช้เกียรติสูงสุดของท่านเป็นเดิมพันเสี่ยงไปเยี่ยมสำนักสงฆ์เถื่อนของอินทปัญโญ ซึ่งในขณะนั้นยังถูกคนส่วนใหญ่หาว่าแหวกแนวหรืออุตริวิตถารอยู่ เรื่องนี้ยังความปลาบปลื้มและเป็นกำลังใจให้แก่อินทปัญโญและคณะธรรมทานเป็นล้นพ้นว่า พวกเขาเดินมาถูกทางแล้ว

(จากผู้จัดการออนไลน์)

—————————————————————————————-

สมองคนสู่สมองกลอัจฉริยะ

หนังสือ สมองคนสู่สมองกลอัจฉริยะ

ชิต เหล่าวัฒนา   สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

:: สารบัญ
บทที่ 1 จากอดีตสู่ปัจจุบันและอนาคต
บทที่ 2 วาง “ตน” สร้าง “เทคโนโลยี”
บทที่ 3 การทำงานของระบบหุ่นยนต์
บทที่ 4 ปัญญาของมนุษย์กำลังถูกท้าทาย?
บทที่ 5 ของเล่นของเรียน
บทที่ 6 รู้เขา รู้เรา จึงจะแข่งขันกับเขาได้
:: เนื้อหาโดยสังเขป
เรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการประดิษฐ์หุ่นยนต์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนสามารถนำมาใช้ให้ตรงกับความต้องการของงาน อาทิ หุ่นยนต์ในโรงงาน หุ่นยนต์กู้ภัย หุ่นยนต์ช่วยชีวิต โดยมีคำอธิบายเป็นขั้นตอน รวมทั้งข้อควรคำนึงถึงของผู้ประดิษฐ์หุ่นยนต์ ทั้งในด้านบวกและด้านลบ รวมทั้งผู้เขียนยังได้สอดแทรกเรื่องของ ปรัชญาศาสนาพุทธมาไว้ เพื่อให้ผสมผสานกับวิทยาการหุ่นยนต์ และเทคโนโลยี สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน ทั้งในด้านจิตใจและการนำหุ่นมาใช้งานเพื่อให้สัมพันธภาพระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์เป็นไปอย่างราบรื่น
—————————————————
 
คำนิยม หนังสือ “สมองคนสู่สมองกลอัจฉริยะ”
คำนำ หนังสือ “สมองคนสู่สมองกลอัจฉริยะ”
สำนักพิมพ์ปาเจรา ได้ติดต่อผมขอรวบรวมบทความจากคอลัมน์ “ สมองคนสู่สมองกลอัจฉริยะ ” ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ที่ผมเขียนเป็นวิทยาทานแก่ผู้สนใจ ผมยินดีอย่างยิ่งและขอมอบค่าผลงานนี้ 75 % แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดีสำหรับเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็งในเม็ดเลือด และ 25 % ที่เหลือมอบให้กับ หมู่บ้านเด็กกำพร้าที่จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยหวังว่าเม็ดเงินที่ผมและท่านผู้ซื้อหนังสือเล่มนี้ได้ร่วมช่วยกันบริจาด แม้จะน้อยนิดแต่ก็ช่วยให้เด็กๆทั้งสองแห่งได้มีโอกาสเล่นและเรียนรู้ในสภาวะที่ใกล้เคียงกับเด็กปกติทั่วไปบ้าง
 
เนื่องจากภาระงานผมที่สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม ( ฟีโบ้ ) มีค่อนข้างมาก วันไหนต้องส่งต้นฉบับให้ทีมงานหนังสือพิมพ์ ผมมักทำในลักษณะ “ ตำข้าวสารกรอกหม้อ ” กล่าวคือตั้งสติ สมาธิ ให้ปัญญานำไปหาหัวข้อเรื่องที่น่าสนใจขณะนั้นแล้วเขียนบรรยายรายละเอียดให้เสร็จภายในหนึ่งหรือสองชั่วโมง ผมจึงขอใช้โอกาสที่ได้รวบเล่มเช่นนี้จัดหมวดหมู่และบรรยายเพิ่มเติม เพื่อให้เนื้อหามีความกระชับและต่อเนื่องยิ่งขึ้นจนผมสามารถสื่อสารความหมาย และความสำคัญเรื่องของสมองกลอัตโนมัติแก่ท่านผู้อ่านและน้องๆนักศึกษาที่ กำลังศึกษาอยู่ในสาขานี้ได้อย่างชัดเจน
 
  ผ่านมาเป็นเวลานับพันล้านปีที่ยีนส์ของสิ่งมีชีวิตพัฒนาตัวเองให้สามารถเอาตัวรอดจากการแข่งขันและทำลายล้างกันเอง มีทั้งผู้แพ้และชนะ บ้างสูญพันธุ์ไป แนวโน้มอีกไม่เกิน 100 ปีต่อจากนี้ เราอาจได้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ที่วิวัฒนาการดำรงสายพันธ์ของมนุษย์เริ่มจะล้าหลังเทียบเคียงไม่ได้กับ “ สิ่งประดิษฐ์ ” ที่มนุษย์เองพัฒนาขึ้นมาเป็นทายาทของเรา และนี่เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติที่ต้องประจันหน้ากับสถานการณ์สูญพันธุ์เพราะกลายเป็น “ สายพันธุ์ด้อย ” แม้ว่าในอดีตที่ผ่านมามนุษย์จะเป็นผู้ชนะมาโดยตลอดก็ตาม ทายาทสมองกลที่เป็น “ สายพันธุ์เด่น ” เหล่านี้จะสืบทอดความสามารถทางกายและปัญญาของมนุษย์ต่อไปหลังจากร่างกายมนุษย์เกิดการเสียสมดุล “ จิตชีวะ ” ทางธรรมชาติของการดำรงอยู่และต้องแยกทางกันไประหว่าง “ จิต ” และ “ รูปกาย ” ผู้ที่สนใจเรื่องการกลับชาติมาเกิด คงมีโอกาสรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมในกรณีที่จิตเดิมได้เวียนกลับมาเกิดใหม่และได้พบกับทายาทที่มีฐานปัญญามาจากจิตดวงเดียวกัน สาระการสื่อสารโต้ตอบระหว่าง “ จิตเดิม ” และ “ จิตเทียม ” จึงเป็นเรื่องที่ชวนติดตามและน่าศึกษาอย่างยิ่ง
 
 
ปัญญาประดิษฐ์ในสมองกลอัจฉริยะเพิ่งเตาะแตะเริ่มต้นมาเพียงแค่ 30 ปี จึงยังไม่มีผู้รู้จริงสักคนเดียวเลยว่า “ จินตนาการ ” ข้างต้นจะเป็นจริงหรือไม่ ? แล้วจะลงเอยอย่างไร ? หรือยังคงมีเรื่องที่เกินจินตนาการกว่าที่สมองมนุษย์ในปัจจุบันจะคิดไปถึงได้ ผมขออนุญาตเก็บประเด็นชวนขบคิดเหล่านี้เพื่อไว้เขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ (Sci-Fi) ผสมผสานพุทธธรรมเรื่องยาว : “ จิตประดิษฐ์ – จิตประภัสสร ” เมื่อโอกาสจะอำนวย
  
ผมเห็นว่าจินตนาการที่ใกล้ความเป็นจริงต้องเริ่มจากรากฐานข้อมูลที่มาจากวิทยาการความรู้และการใช้งานจริงในปัจจุบัน (State of The Art and Practice) หนังสือ “ สมองคนสู่สมองกลอัจฉริยะ ” ที่อยู่ในมือท่านขณะนี้จึงเป็นการรายงานบางส่วนของฐานข้อมูลดังกล่าว เพื่อท่านผู้อ่านได้เกิดความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์และสมองกลอัตโนมัติที่กำลังค่อยๆปรากฏตัวขึ้นมาในชีวิตประจำวันของพวกเรา
  
ผมเป็นศิษย์มีครู นอกจากถ่ายทอดความรู้ชั้นยอดให้ผมแล้ว ครูของผมยังมีสายตายาวไกล ชี้แนะให้ผมเลือกศึกษาในสาขาหุ่นยนต์ ครูของผมคือ ดร. หริส สูตะบุตร ท่านฝึกให้ผมมีพละทั้งห้า : สติ สมาธิ ศรัทธา ความเพียร และ ปัญญา จนกระทั่งผมทำวิจัยและพัฒนาได้อย่างมีเป้าหมาย ความดีของหนังสือเล่มนี้เป็นของท่าน ส่วนความผิดพลาดนั้นผู้เขียนขอน้อมรับไว้คนเดียวเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้นในครั้งหน้าครับ
 
 
ชิต เหล่าวัฒนา

สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

ตามรอยพระพุทธเจ้า

1 ข้อมูลหนังสือ

โดย : พาโนรามา
สำนักพิมพ์ : แพรวสำนักพิมพ์                                                                                                                                                                                                                                                                                 ปก : ปกอ่อน
จำนวนหน้า : 290 หน้า
ขนาด : 211 x 145 x 15 mm
น้ำหนัก : 420 กรัม

“ตามรอยพระพุทธเจ้า” คือสารคดีจากฝีมือคนไทยที่ถือว่ายิ่งใหญ่อย่างที่สุดเรื่องหนึ่ง ซึ่งเมื่อออกแพร่ภาพทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท นั้น ก็ได้มีผู้ชมเฝ้าติดตามอย่างมากมาย
ในความยิ่งใหญ่นั้น มิใช่จะก่อเกิดขึ้นมาด้วยจำนวนเงินทองที่ทุ่มเทลงไปในการทำวิจัยค้นคว้าหรือเดินทางไปยังทุกสถานที่ซึ่งเมื่อสองพันกว่าปีก่อนหน้านี้คือดินแดนที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรม และมิใช่ด้วยจำนวนเวลาที่ยาวนานไม่น้อยกว่า 8 ปีในการดำเนินงาน แต่แท้ที่จริงแล้วความยิ่งใหญ่นี้ก่อเกิดขึ้นมาจากศรัทธาในการที่จะแสวงหาคำตอบที่ว่า พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไรในสภาพแวดล้อมแบบไหน และทรงเผยแผ่พระธรรมของพระองค์อย่างไร ท่ามกลางความเชื่อในสังคมยุคนั้นที่เต็มไปด้วยเรื่องเทพเจ้าและเรื่องปาฏิหาริย์
อะไรที่ทำให้พระพุทธศาสนาสามารถแทงทะลุยอดเมฆหมอกแห่งอภิปรัชญาเหล่านั้นขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับที่เราจะได้เห็นยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองและเสื่อมถอย

“ตามรอยพระพุทธเจ้า” เล่มนี้จึงเป็นทั้งสารคดีเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานุษยวิทยา ที่สมบูรณ์แบบที่สุดท่ามกลางกลิ่นอายของชมพูทวีป เพื่อค้นหาคำตอบอย่างถึงแก่น ซึ่งถูกถ่ายทอดจากบทโทรทัศน์มาเป็นหนังสือ ซึ่งชาวพุทธและผู้สนใจสามารถใช้เป็นกรอบในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งดีงามสูงสุด โดยให้ความสนใจในตัว “ธรรม” มากกว่า “พิธีกรรม”

ใครที่เคยได้ชมสารคดีเรื่องนี้มาแล้ว เชื่อว่ายังคงประทับใจในภาพประวัติศาสตร์ เนื้อหาที่เรียกได้ว่าเข้าถึงแก่นของพระพุทธศาสนาทีเดียว แต่เรื่องราวที่นำเสนอผ่านสื่อโทรทัศน์ยังคงมีข้อจำกัดในเรื่องของเวลา ทำให้เรื่องราวบางเรื่องบางตอนอาจถูกตัดไป หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเสมือนคลังข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ ความเป็นมา และความเจริญรุ่งเรืองจนถึงความเสื่อมถอยของพระพุทธศาสนาที่สมบูรณ์เล่มหนึ่งทีเดียวค่ะ”

Source:http://www.dhamma-books.com/
——————————————————————–

สารคดี/VCD
เรื่องย่อรายการ พาโนราม่า สเปเชียล ชุด “ตามรอยพระพุทธเจ้า”

ความเป็นมา

ศาสนาพุทธเกิดขึ้นบนดินแดนชมพูทวีป เมื่อกว่า 2500 ปีก่อน เจ้าชายสิทธัตถะ
ทรงค้นพบหลักความจริงของกฎธรรมชาติ ที่ปฎิวัติความเชื่อดั่งเดิมในสังคมยุคนั้นอย่างสิ้นเชิง
ยุคที่เต็มไปด้วยความเชื่อเรื่องเทพเจ้า และอิทธฤิทธิ์ ปาฎิหารย์
ท่ามกลางกระแสแห่งศรัทธาในศาสนาพราหมณ์อันแข็งแกร่ง ศาสนาพุทธแทงยอดทะลุขึ้นมา
เหนือเมฆหมอกแห่งความอับชื้นแห่งอภิปรัชญาเหล่านั้น

ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรือง สลับกับการเสื่อมถอยเป็นยุคๆ
จนสิ้นสลายไปจากดินแดนที่เป็นจุดกำเนิดอย่างสิ้นเชิง หลังจากคงอยู่มานานถึง 1700 ปี

เกิดอะไรขึ้นกับศาสนาพุทธ อะไรเป็นสาเหตุของการสิ้นสลายในครั้งนั้น สารคดีชุด
“ตามรอยพระพุทธเจ้า” จะพาผู้ชมย้อนเวลากับไปในอดีต ในสมัยก่อนพุทธกาล
เพื่อเรียนรู้สภาพสังคมในดินแดนชมพูทวีปในเวลานั้น การเกิดขึ้นของมหาศาสดาเอกของโลก
จุดกำเนิดของศาสนาพุทธ และการสิ้นสลายของศาสนาพุทธในอินเดียโดยละเอียด
เพื่อให้ผู้ชมตระหนักถึงความจริงอันยิ่งใหญ่ ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ ความจริงที่เรียกว่า ธรรม ความจริง
ที่เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ความจริงอันเป็นรากฐานในการดำเนินชีวิต ไปสู่สิ่งที่ดีงาม
และสันติสุข ให้กับมวลมนุษยชาติ

“ตามรอยพระพุทธเจ้า” สารคดีที่ใช้เวลาค้นคว้านานถึง 6 ปี ใช้เวลาในการถ่ายทำนาน 2 ปี
เพื่อให้เป็นสารคดีเชิงประวัติศาสตร์ โบราณคดี และมานุษยวิทยา ที่สมบูรณ์ที่สุด
“ตามรอยพระพุทธเจ้า”จะพาผู้ชมเดินทางไปทั่วดินแดนประเทศอินเดีย
เพื่อค้นหาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความจริงเหล่านั้น อย่างละเอียดและลึกถึงแก่น
อย่างที่ไม่เคยมีสารคดีเรื่องไหนนำเสนอมาก่อนในประวัติศาสตร์ของไทย

เรามุ่งหวังจะให้ “ตามรอยพระพุทธเจ้า” เป็นสารคดีที่ทำให้คนไทยเห็นว่า
พระพุทธเจ้ามีจริง และเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ความเพียรพยายามอย่างหนัก
จนค้นพบกฎความจริงของธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ธรรม” และนำสิ่งที่ค้นพบนั้นมาประกาศต่อชาวโลก

อยากให้คนไทย เข้าใจศาสนาพุทธในแนวทางที่ถูกต้อง จุดประกายให้คนไทย หันมาให้ความสำคัญในตัว
“ธรรม” มากกว่า ตัวบุคคล หรือ พิธีกรรม

เรามุ่งหวังจะให้คนไทย ใช้ “ธรรม” เป็นกรอบในการดำเนินชีวิต
พัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ดีงามสูงสุด สร้างความสงบร่มเย็น และเป็นสุข ให้กับสังคมของตนเอง
อันจะนำไปสู่ความสันติสุขอย่างยั่งยืนให้กับสังคมโลกในที่สุด

Source:http://www.panoramaworldwide.com/index.php

——————————————————————————————————
2 ข้อคิดของฉัน…

 สารคดีนี้ดีมากๆ ดุแล้วได้เข้าใจความเป้นมาของพุทธสาสนา และถ้าได้อ่านภาคหนังสือที่ละเอียดจะได้อรรถรสอีแบบหนึ่ง
——————————————————————————————————
3 รวบรวมความเห็นหลากหลาย
Links:

A Beautiful Mind

A Beautiful Mind
ได้รับการเสนอชื่อ เข้าชิงรางวัลออสการ์จำนวน 8 สาขา ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม (รอน โฮวาร์ด), ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม (รัสเซลล์ โครว์), ผู้แสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี), บทภาพยนตร์ดัดแปลง, ตัดต่อยอดเยี่ยม, แต่งหน้ายอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม
A Beautiful Mind ภาพยนตร์ดรามาที่สื่อถึงความเป็นมนุษย์ เกี่ยวกับอัจฉริยะบุคคลผู้หนึ่งของโลก ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวประวัติของ จอห์น ฟอร์บส์ แนช จูเนียร์ (John Forbes Nash, Jr.) นักคณิตศาสตร์แนชผู้หล่อเหลาและแตกต่าง ได้ค้นพบสิ่งที่น่าประหลาดใจเมื่อยังหนุ่ม จนกระทั่งได้เป็นผู้มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ แต่ความไฟแรงของเขา ที่พุ่งแรงสู่ระดับชั้นบรรยากาศของโลก กลับแปรเปลี่ยนไป เมื่อความชาญฉลาดของเขา ถูกโรคจิตเสื่อมกัดกร่อนทีละน้อยๆ แต่เขาไม่ยอมแพ้ กลับสู้ตอบและยืนยันที่จะต่อสู้กับจิตใจของตัวเอง โดยความช่วยเหลือของอลิเซีย ภรรยาผู้เสียสละของเขา หลังจากความยากลำบากหลายสิบปี เขาได้รับชัยชนะจากห้วงชีวิตที่เลวร้ายครั้งนี้ และได้รับรางวัลโนเบลในปี 1994 แนชผู้เป็นตำนาน ยังคงทำงานของเขาต่อไปตราบทุกวันนี้

Source:http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/abeautifulmind/bmind.html

Links:
—————————————————————————————————————-
A Beautiful Mind (หนังสือแปล)
ปี ค.ศ.1947 จอห์น ฟอร์บส์ แนช จูเนียร์ (รัสเซลล์ โครว์) เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน (Princeton University) เพื่อศึกษาด้านคณิตศาสตร์ “อัจฉริยะผู้ลึกลับจากเวสท์เวอร์จิเนีย” ผู้นี้ ไม่ได้มาจากโรงเรียนเตรียมชื่อดัง หรือมีเงินทองมากมาย ที่จะพาเขาเข้ามหาวิทยาลัยระดับไอวี่ลีก มีเพียงอาจารย์ผู้ทรงเกียรติที่สุดแห่งพริ้นซ์ตันเท่านั้น ที่เห็นว่าเขาสมควรเรียนที่นั่นที่สุด

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปรับตัว ทั้งแนชและพริ้นซ์ตัน การเข้าสังคมและการเข้าห้องเรียน ต่างก็ไม่มีความหมายสำหรับเขา เขามุ่งมั่นเพียงสิ่งเดียว คือการค้นพบความคิดทฤษฏีใหม่ๆ เป็นคนแรก

ภาควิชาคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยพริ้นซ์ตัน มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด และเพื่อนร่วมชั้นเรียนของแนช อยากจะเห็นเขาล้มเหลว แต่พวกเขาก็ยังแสร้งทำดีกับเขา และยุยงส่งให้เขาทำเพื่อความสำเร็จ คืนหนึ่งเขาออกไปเที่ยวบาร์กับพวกเพื่อนๆ การที่เพื่อนๆ พยายามจีบสาวสวยผมบลอนด์คนหนึ่ง ได้สะดุดความสนใจของเขา เมื่อแนชเฝ้าดูการชิงดีชิงเด่นของเพื่อนๆ สมมุติฐานที่อยู่ในหัวเขามาตลอด ก็ระเบิดเป็นข้อสรุปที่ชัดเจน คำตอบของเขาเรื่องทฤษฎีเกม (game theory) หรือคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการแข่งขัน (Non-Cooperative Games) ได้ปฏิเสธทฤษฎีของ อดัม สมิธ ผู้เป็นบิดาของเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่โดยสิ้นเชิง ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับมานานหนึ่งร้อยห้าสิบปี กลับล้าสมัยไปในทันที และชีวิตของแนชก็เปลี่ยนแปลงไปชั่วนิรันดร์…

เจอหนังสือเล่มนี้ที่ห้องสมุดของกทม. หนามากๆ
ยืมมาอ่านเพลินจนจบ  แล้วมาload DVD version มาดูสนุกมาก
อีกหน่อยอาจคนที่เก่งๆแต่เรียนมากไป…ที่ ศาลายาของเรา…หลงไปแบบนี้ 555

สุนทรพจน์โอบาม่า

นี่คือสุนทรพจน์ที่ัลือลั่นในวันเข้ารับตำแหน่งประนาธิบดีของนายบารัค โอบาม่า โดยปาฐกถานี้ได้รับการกลั่นกรองจากมันสมองของคนระดับโลกทำให้เป็นสุนทรพจนืที่ยิ่งใหญ่ และจะมีผลกระทบต่อคนทั้งโลก ขอให้ทุกคนตั้งใจอ่านสุนทรพจน์นี้ให้ดีๆ

‘Time has come to reaffirm our enduring spirit’
 “ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะยืนยันถึงจิตวิญญาณอันทรหดอดทนของพวกเราอีกครั้งหนึ่ง”

ดูย้อนหลังจาก President Barack Obama 2009 Inauguration and Address

Source:http://www.buildingthailand.net/content/view/206/1/

Download/ฟังเสียงสดที่นี่:
http://my.barackobama.com/page/s/eoyoutube?source=eo-youtube