วิศวะต่อ MBA

“จบวิศวะฯ มาจะไปทำงานอะไรก็ได้ เพราะเราถูกสอนมาให้คิดการใหญ่”

“มนตรี ศรไพศาล” ศิษย์เก่าคนดัง รุ่น 24 ที่ผันตัวเองมาทำงานในห้องสี่เหลี่ยมและมีจอหุ้นอยู่ข้างหน้า แทนที่จะออกไปคุมไซต์งานอยู่ข้างนอก เพราะทนความเย้ายวนของตลาดทุนในขณะนั้นไม่ไหว
มนตรีซึ่งเคยสอบเข้าคณะวิศวะ จุฬาฯ ด้วยคะแนนสูงสุดของประเทศ แสดงความคิดเห็นว่า การเรียนวิศวะ เมื่อจบออกมาจะถูกจำกัดให้แคบอยู่เพียงแค่การผลิต ก่อสร้าง และควบคุม เท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วสามารถนำวิชาความรู้ไปทำอะไรได้มากมาย

บัณฑิตในรุ่นนั้นที่จบออกมาหลายคนจึงต้องต่อยอดองค์ความรู้ด้วยการเรียนต่อเอ็มบีเอซึ่งเป็นกระแสที่เริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงแรกๆ “เศรษฐกิจไทยตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น วิศวกรหลายคนที่เรียนต่อด้านบริหารก็หันไปเป็นผู้บริหารกันเยอะ หรือไม่ก็ออกมาตั้งบริษัทเองเลย” ถือเป็น “พิมพ์นิยม” ของบัณฑิตวิศวกรรมยุคปัจจุบันที่หลายคนตั้งธงไว้กับตัวเองว่า เมื่อสั่งสมประสบการณ์ทำงานได้ระยะหนึ่ง จะต้องเรียนต่อเอ็มบีเอ เพื่อโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารในอนาคตหรือโอกาสการเป็นเจ้าของธุรกิจเอง อย่างเช่น “ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ที่ได้ทุนธนาคารกสิกรไทยไปศึกษาต่อเอ็มบีเอ เมื่อจบกลับมาใช้ทุนของแบงก์ ก็ออกมาเป็นนายตัวเองด้วยการเปิดบริษัทแอสเซท พลัสฯ และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บล. เอเซีย พลัส โดยขณะนี้ดร.ก้องเกียรติ ได้นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นและนั่งเก้าอี้เป็นประธานกรรมการบริหาร  “จบปริญญาตรีวิศวะฯ อย่างเก่งก็ได้แค่ทำงานอยู่ไซต์งาน แต่ถ้าจบเอ็มบีเอมาอาจมีโอกาสได้นั่งแท่นเป็นผู้บริหาร หรือจะออกมาตั้งบริษัทเองก็ได้” เป็นเสียงสะท้อนจากบัณฑิตวิศวะฯส่วนหนึ่ง  เหตุผลสำคัญนอกเหนือจากการมาเรียนเอ็มบีเอเพื่อสร้างดีกรีและองค์ความรู้ในการบริหาร การสมัครเข้าเรียนเพื่อมาสร้าง “สายสัมพันธ์” หรือคอนเนคชั่นระหว่างเพื่อนร่วมรุ่นด้วยกัน เพื่อจะได้รู้จักและช่วยเหลือกันในธุรกิจ ดูจะเป็นค่านิยมไม่แพ้การมาหาวิชาความรู้ไปเสียแล้ว  และดูจะเป็น “สูตรสำเร็จ” ของนักบริหารระดับสูงหรือทายาทธุรกิจตระกูลดัง ถ้าอยากได้ Business Connection ต้องมาหาที่สถาบัน “ศศินทร์” เท่านั้น ทั้งนี้เพราะรูปแบบการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่ศศินทร์ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักศึกษาได้ทำความรู้จักกันทั่วถึง เริ่มตั้งแต่จำนวนนักศึกษาแต่ละรุ่นที่รับเพียงแค่ 40-60 คน รวมถึงการเรียนที่มุ่งเน้น Case Study และทำรายงานกลุ่มร่วมกัน มากกว่านั่งเลคเชอร์ตามอาจารย์ ทั้งหมดนี้ทำให้ความสัมพันธ์ในคลาสแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
ขณะที่ “อดิศร เสริมชัยวงศ์” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ร่ำเรียนทางด้านวิศวะฯ และออกไปทำงานเป็นวิศวกรตามสายงานที่เรียนมา ก่อนที่จะเข้าเรียนเอ็มบีเอที่ศศินทร์ ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เพราะหลังจากจบด้านการเงินออกมาแล้ว ก็มีโอกาสได้ทำงานเป็น “ผู้จัดการกองทุน” ให้กับ GIC ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลสิงคโปร์ และไต่เต้าขึ้นมาเป็นกรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ บริหารกองทุนภายใต้การจัดการนับ “สามแสนล้าน” ความสามารถรอบตัวและความกว้างขวางของ “อดิศร” เตะตา “วิชิต สุรพงษ์ชัย” ถึงขั้น “โปรโมท” ให้ขึ้นเป็นซีอีโอ บล. ไทยพาณิชย์ มาแล้ว ก่อนที่จะกลับมาเป็นนายแบงก์ในเวลาต่อมา ปัจจุบัน อดิศร ยังนั่งตำแหน่ง นายกสมาคมศิษย์เก่า ศศินทร์ และเป็นผู้เริ่มต้นกิจกรรมพบปะรุ่นพี่กับรุ่นน้องเพื่อเสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าให้มีความสนิทชิดเชื้อกัน
source: http://www.thaicontractors.com/content/cmenu/11/46/253.html

วิศวกรรมศาสตร์ที่แบ่งตามลักษณะงาน

สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่แบ่งตามลักษณะงาน

จาก หลักพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ (2532)
โดย รศ.ดร.สมบัติ ทีมทรัพย์

       จากสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ยึดถือกันมา 4 สาขาดังกล่าวข้างต้นแล้วการศึกษา วิชาวิศวกรรมศาสตร์ยังอาจแบ่งตามลักษณะงานต่างๆที่แคบลงได้อีก ดังนี้
      
        01. วิศวกรรมอากาศยาน
       วิศวกรอากาศยานมีบทบาทสำคัญยิ่งในการออกแบบและพัฒนาเครื่องบินและพัฒนา เครื่องบินและเครื่องร่อนมาตั้งแต่เริ่มมีการคิดประดิษฐ์อุปกรณ์การบิน ต่อมาวิศวกรรม  สาขานี้ได้ขยายขอบข่ายงานออกไปครอบคลุมถึงวิศวกรรมยานอวกาศ (Astronauticalengineering) ในกลางศตวรรษที่ 20 เนื่องจากมีงานที่คล้ายคลึงกัน งานของวิศวกรประเภทนี้จึงขยายขอบเขตออกไป เช่น การขนส่งความเร็วสูง เรือไฮโดรฟอยล์ พาหนะใต้น้ำทะเลลึกและกังหันลมปั่นไฟฟ้าเป็นต้น วิศวกรอากาศยานจึงต้องมีพื้นความรู้ที่ดีในวิชาต่อไปนี้ คือพลศาสตร์ของไหล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ประยุกต์ใช้กับหลักการอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) และการขับตัน (Propulsion) กลศาสตร์โครงสร้าง(Structural mechanics) กลศาสตร์การบิน กลศาสตร์ท้องฟ้า การนำวิถีและการควบคุมวิศวกรอากาศยานทำงานในโครงการพัฒนาการบิน เครื่องบินหรือจรวด โรงงานสร้างและประกอบอุปกรณ์เกี่ยวกับการบินทั้งที่ต้องมีคนขับตั้งแต่เครื่องบินขนาดเล็ก เฮลิคอปเตอร์จนกระทั่งถึงยานอวกาศ ความก้าวหน้าที่วิศวกรอวกาศยานพัฒนาขึ้น มีผลให้เกิดการ พัฒนาด้านอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมาก
         02. วิศกรรมการเกษตร
         วิศกรการเกษตรใช้หลักการวิศวกรรมศาสตร์ในทางอุตสาหกรรมการผลิตอาหารและการเกษตรโดยมีส่วนเกี่ยวข้องทุกขั้นตอนในการผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่การผลิตผลิตภัณฑ์ทางด้านพืชและสัตว์ จนกระทั่งถึงกระบวนการผลิตอาหาร ถนอมอาหาร และการผลิตเส้นใย วิศวกรสาขานี้มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะความต้องการอาหารและเส้นใยเป็นปัญหาวิกฤตปัญหาหนึ่งของโลกปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ระบบการผลิตทางการเกษตรยุคเก่าจะผลิตอาหารและเส้นใยให้ได้เพียงพอ นอกจากนี้วิศวกรการเกษตรยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเครื่องทุ่นแรงและอุปกรณ์การเกษตร การใช้วิธีการชลประทานสมัยใหม่การควบคุมการเซาะพังของหิน การจัดการเกี่ยวกับดินและน้ำ กระบวนวิธีการผลิตอาหารสัตว์ตลอดจนกระบวนการผลิตและขนถ่ายผลิตภัณฑ์อาหาร วิศวกรการเกษตรจะต้องมีพื้นความรู้ด้านฟิสิกส์ ชีววิทยา และวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมเป็นอย่างดี         

         สาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิศวกรรมการเกษตรก็คือวิศวกรรมการจัดการด้านป่าไม้และทรัพยากรแร่ สาขาวิศวกรรมทรัพยากรธรรมชาติเป็นสาขาใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ (รวมถึงป่าไม้ พื้นดินการเกษตร และแหล่งแร่) อย่างมีประสิทธิภาพ วิศวกรสาขานี้ใช้เทคนิคทางวิศวกรรมในการพัฒนาวิธีการสำรวจ วิธีการนำมาใช้และวิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
           03. วิศวกรรมสถาปัตย์
          วิศวกรรมสถาปัตย์ทำงานเกี่ยวข้องกับการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างเช่น เดียวกับวิศวกรโยธา แต่พื้นความรู้ที่มีทำให้วิศวกรสถาปัตย์ สามารถเข้าใจและสื่อความกับสถาปนิกได้ดีกว่าในการประยุกต์ใช้วิธีการทางวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างเลือกใช้เทคนิคการก่อสร้างและวัสดุให้บรรลุเป้าหมายทางศิลปกรรมของสถาปนิก วิศวกรประเภทนี้ส่วนใหญ่จะทำงานในบริษัทออกแบบทางสถาปัตย์หรือก่อสร้างที่มั่นคงแล้ว นักศึกษาในสาขาวิชานี้จะต้องเรียนวิชาพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ เช่น วิชากลศาสตร์โครงสร้าง นอกจากนี้ยังต้องมีความซาบซึ้งด้านความงามทางศิลปะ (Aesthetics) ของงานสถาปัตยกรรมด้วย และที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งก็คือจะต้องคุ้นเคยกับพัฒนาการใหม่ๆในการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบ
            04. วิศวกรรมบรรยากาศและวิศวกรรมทางทะเล
            วิศวกรเพิ่มความสนใจต่อลักษณะและการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศของโลกและทะเลเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เพื่อใช้ในการพยากรณ์ต่างๆซึ่งรวมถึงพยากรณ์ต่างๆซึ่งรวมถึงพยากรณ์ปัญหาที่เกี่ยวกับฤดู และสภาวะอากาศ การพยากรณ์นี้จะช่วยในการเลือกสถานที่ตั้งและกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมและใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาปัญหาแรงลมเพื่อการออกแบบโครงสร้าง เป็นต้น บ่อยครั้งการตัดสินใจที่สำคัญในการออกแบบระบบขนส่งไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ จะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาวะลม ฟ้า อากาศด้วยเป็นอย่างมาก
            วิศวกรทางทะเลคือ ผู้ที่ศึกษากระบวนการทางฟิสิกส์ของทะเลและมหาสมุทรเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติเช่น พัฒนาวิธีปลูกพืชใต้น้ำ และการนำทรัพยากรแร่ใต้ทะเลมาใช้ งานของวิศวกรทางทะเลจะเกี่ยวข้องกับระบบน้ำใช้และการควบคุมการใช้น้ำ มลภาวะของน้ำ ผลกระทบของคลื่นต่อโครงสร้างในทะเลชายฝั่งตลอดจนกระบวนการทางชีววิทยาและธรณีวิทยาในทะเลและมหาสมุทร เมื่อเร็วๆนี้วิศวกรทางทะเลมีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงไฟฟ้าลอยน้ำที่ใช้พลังงานความร้อนจากน้ำทะเลในรูปของอุณหภูมิที่แตกต่างของน้ำทะเลในระดับความลึก 2 ระดับ
            05. วิศวกรรมยานยนต์
            วิศวกรยานยนต์เป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบ พัฒนา ทดสอบ ผลิตและประกอบชิ้นส่วนในยานยนต์และอุปกรณ์ในการขนส่ง วิศวกรรมยานยนต์อาจแบ่งเป็นสาขาย่อยๆได้อีกเช่น รถยนต์นั่ง รถบรรทุก ยานยนต์ ที่มิได้ใช้ถนน เชื้อเพลิงและสารหล่อลื่นเครื่องกลการก่อสร้างและเครื่องกลอุตสาหกรรม การออกแบบเครื่องยนต์ความปลอดภัยในการใช้ยานยนต์ และการควบคุมสารพิษในไอเสีย โดยทั่วไปจะรวมอยู่ในการเรียนการสอบด้านวิศวกรรมเครื่องกล แต่มีสถานศึกษาบางแห่งที่แยกออกเป็นสาขาวิชาอิสระ
             06. วิศวกรรมชีวการแพทย์
             วิศวกรชีวแพทย์ใช้วิธีการทางวิศวกรรมศาสตร์ร่วมกับความรู้ทางด้านชีววิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ในการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ อวัยวะเทียมและเครื่องมือในการตรวจและรักษาโรค สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิศวกรรมชีวการแพทย์ก็คือ วิศวกรรมชีวเคมี ซึ่งทำงานในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ซึ่งรวมถึงยาปฏิชีวนะ วัคซีน ยาฆ่าแมลง การใช้ประโยชน์จากน้ำเสีย วัสดุสังเคราะห์ อาหารสังเคราะห์ อุปกรณ์ด้านชีวเคมี และอวัยวะเทียม              วิศวกรรมชีวการแพทย์โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการป้องกันมนุษย์ สัตว์ และพืชจากสารพิษหรือมลภาวะ และยังเกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบที่เหมาะสมกับกายวิภาคของมนุษย์ ดังนั้นความรู้พื้นฐานของวิศวกรทั้ง 2 ประเภทนี้นอกจากความรู้จากด้านวิทยาศาสตร์วิศวกรรมแล้ว ยังต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และชีววิทยาอีกด้วย
             07. วิศวกรรมคอมพิวเตอร์
             สาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เป็นสาขาที่ได้รับความสนใจอย่างมาก และมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วงานของวิศวกรสาขานี้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ถึงแม้ว่าวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จะเป็นสาขาที่แยกออกมาจากสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า แต่ปัจจุบันลักษณะงานมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนนั่นคือวิศวกรคอมพิวเตอร์ออกแบบพัฒนาชิ้นส่วน พัฒนาโครงสร้าง และจัดการตำแหน่งติดตั้งชิ้นส่วนตลอดจนอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ยังทำงานเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ พัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูป หรือคำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์ ให้สามารถแก้ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนได้สะดวก วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ยังอาจแบ่งออกเป็นสาขาย่อยๆได้อีกเช่น อีเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว ทฤษฎีตรรกะ (Logic theory) ระบบตัวเลข (Digital systems) การเขียนโปรแกรม ภาษาคอมพิวเตอร์และวิธีคำนวณหาค่าประมาณ(Numerical methods) ปกติวิศวกรคอมพิวเตอร์จะรับผิดชอบงานต้านการออกแบบและใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ในปัจจุบันวิศวกรพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในงานหลาย ประเภท

             08. วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม
              วิศวกรรมสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ทำลายสภาวะแวดล้อมที่ดีตาม ธรรมชาติลงไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว วิศวกรสิ่งแวดล้อมใช้ความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยา สังคมวิทยา และวิทยาศาสตร์ กายภาพในการวิเคราะห์และปรับปรุงความสัมพันธ์ของสังคม ด้านเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมให้เป็นไปด้วยดี วิศวกรสิ่งแวดล้อมจะต้องมีพื้นความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เช่น เคมี พืช และสัตว์ นอกเหนือจากความรู้ทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ เช่น วิศวกรรมเคมีและการวิเคราะห์ระบบ เป็นต้น เนื่องจากงานการควบคุมสภาวะแวดล้อมส่วนใหญ่จะผูกพันกับกฎและข้อบังคับของรัฐบาล ดังนั้นวิศวกรสภาพแวดล้อมจึงควรที่จะต้องรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ สภาวะแวดล้อมด้วย
              09. วิศวกรรมอุตสาหการ
              วิศวกรรมอุตสาหการจะเกี่ยวข้องกับการออกแบบและวิเคราะห์กระบวนการต่างๆทางอุตสาหกรรมเช่นการผลิต (Production) การจัดการและการตลาด ซึ่งเป็นการออกแบบปรับปรุงและดำเนินการใช้ระบบที่มีความสัมพันธ์ระหว่างคน วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักร วิศวกรอุตสาหการ จะนำพื้นความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และการจัดการเพื่อทำนายและประเมินผลของระบบอุตสาหกรรมต่างๆโดยทั่วไปวิศวกรอุตสาหการจะมีความสนใจในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลักการทางเศรษฐศาสตร์ในการใช้เงิน วัสดุ เวลา ความพยายามของมนุษย์และพลังงานโดยอาจแบ่งเป็นสาขาเฉพาะออกได้เป็น วิศวกรรมการจัดการ ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมการปฏิบัติงานของมนุษย์ (Human performance engineering) วิศวกรรมความปลอดภัย การวิจัยการปฏิบัติงาน (Operations reasearch) และวิศว กรรมการผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing engineering) นอกจากวิศวกรอุตสาหกรรมจะต้องมีพื้นความรู้ในด้าน วิศวกรรมศาสตร์แล้วยังต้องมีพื้นความรู้ในด้านการวิเคราะห์ระบบเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ การเงิน การบริหารงานบุคคลและระบบการผลิตที่ใช้คนและเครื่องจักร
              10. วิศวกรรมการผลิตอุตสาหการ
              โรงงาน (ในต่างประเทศ) ส่วนใหญ่จะใช้วิศวกรการผลิตอุตสาหกรรมเป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาว่าจะจัดระบบงานให้คน วัสดุ และเครื่องจักรผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่พัฒนาใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และประหยัดที่สุดได้อย่างไร นั่นก็คือการนำแนวคิดและแบบของนักออกแบบมาผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพตามต้องการอย่างประหยัด โดยทั่วไปวิศวกรการผลิตอุตสาหกรรมจะรับผิดชอบในการพัฒนาการออกแบบ วิเคราะห์ วางแผนควบคุม การทำงาน กำหนดวิธีการผลิตและเลือกใช้เครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าที่ใช้ประจำวัน มีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดสอนสาขานี้ในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นสาขาหนึ่งในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล หรือ วิศวกรรมอุตสาหการ วิชาหลักที่นักศึกษาสาขานี้ต้องเรียนก็คือ วิชาการออกแบบเครื่องจักรการทำงานของเครื่องจักร การจัดงานบุคคล และเศรษฐศาสตร์
              11. วิศวกรรมยานสมุทร
              วิศวกรยานสมุทรทำงานเกี่ยวกับการขนส่งทางน้ำ เช่น ในมหาสมุทร ทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำและลำคลองดังนั้นงานหลัดจึงเป็นการออกแบบยานพาหนะทางน้ำชนิดต่างๆซึ่งจะรวมตั้งแต่เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ จนถึงเรือดำน้ำขนาดเล็ก ซึ่งในการออกแบบยานเหล่านี้จะเน้นในด้านรูปร่าง ความแข็งแรง ความสมดุลย์ คุณภาพการลอยตัวในน้ำ และอุปกรณ์และเครื่องจักรที่ใช้ในเรือเช่น ระบบผลิตกำลัง ระบบควบคุม วิศวกรยานสมุทรจะต้องมีพื้นความรู้ในด้านกลศาสตร์การออกแบบโครงสร้าง พลศาสตร์ของเหลว (hydrodynamic) การเปลี่ยนรูปของพลังงาน และต้องมีประสบ การณ์ในเรื่องระบบต่างๆของยานสมุทรด้วย
              12. วิศวกรรมเหมืองแร่
              วิศวกรเหมืองแร่ทำงานเกี่ยวกับการค้นหา สำรวจ และพัฒนาแหล่งแร่ในทุกลำดับขั้นตอน ตั้งแต่การค้นหาจนถึงการแต่งแร่ต่างๆเช่น เหล็ก ถ่านหิน หรือยูเรเนียม งานที่กล่าวถึงนี้ครอบคลุมตั้งแต่งานออกแบบก่อสร้างดำเนินการขุดแร่ด้วยวิธีการต่างๆจนถึงการจัดการเรื่องการเงินและการตลาดอีกด้วย วิศวกรเหมืองแร่จะต้องมีพื้นความรู้ทางด้านวิศวกรรมโยธาทั้งการวิเคราะห์โครงสร้าง กลศาสตร์ของดิน (Soil mechanics) และไฮโดโลยี (Hydrology) ร่วมกับความรู้ทางด้านธรณีวิทยา และเคมีด้วย
              13. วิศวกรรมนิวเคลียร์
              วิศวกรนิวเคลียร์นำวิธีการพื้นฐานทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์มาใช้ในการออกแบบควบคุมการทำงาน และใช้ปรโยชน์จากระบบที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนใหญ่จะเป็นการพัฒนาระบบการผลิตพลังงานจากเตาปฏิกรณ์ปรมาณูแบบแตกตัว (Fission) ระบบการใช้พลังงานในการผลิตความร้อนและไฟฟ้าใช้เป็นต้นกำลังในเรือดำน้ำ เรือ และยานอวกาศ นอกจากนี้วิศวกรนิวเคลียร์ยังทำงานเกี่ยวข้องกับการใช้รังสีปรมาณูในงาน อุตสาหกรรมและงานการแพทย์ งานที่สำคัญของวิศวกรนิวเคลียร์ในปัจจุบันก็คือ การพัฒนาการผลิตและใช้พลังงาน นิวเคลียร์ในรูปแบบใหม่ๆเช่น การสร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณูแบบบรีดเดอร์ (Breeder reactor) และการควบคุมปฏิกริยานิวเคลียร์แบบรวมตัว (Fusion) วิศวกรนิวเคลียร์จะต้องมีความรู้ทางด้านฟิสิกสฺ คณิตศาสตร์ร่วมกับวิชาทางวิศวกรรมเครื่องกลและวิศวกรรมไฟฟ้า
              14. วิศวกรรมปิโตรเลียม
              วิศวปิโตรเลียมใช้ความรู้ทางเคมี ฟิสิกส์และธรณีวิทยา ร่วมกับวิธีการทางวิศวกรรมศาสตร์ในการพัฒนา ค้นหา ดำเนินการ และควบคุมกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม นั่นคืองานของวิศวกรปิโตรเลียมจะเกี่ยวข้องกับการหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในปริมาณที่เพียงพอที่จะดำเนินการเพื่อนำมาใช้ วิศวกรปิโตรเลียมเป็นผู้ออกแบบระบบการขนถ่ายน้ำมันและก๊าซเชื้อเพลิงไปยังแหล่งที่ต้องการใช้ จากการที่ปริมาณปิโตรเลียมสำรองในธรรมชาติลดน้อยลงเรื่อยๆทำให้ความสำคัญของวิศวกรสาขานี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
              15. วิศวกรรมแหล่งน้ำและวิศวกรรมสุขาภิบาล
              วิศวกรแหล่งน้ำพัฒนาและรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์ต่างๆรวมถึงการชลประทานการผลิตน้ำใช้ตามบ้านเรือนและอุตสาหกรรม และการเกษตร งานพื้นฐานที่เกี่ยวข้องก็คือการส่งถ่ายน้ำ จากแหล่งน้ำ ธรรมชาติไปยังแหล่งที่ต้องการใช้ ส่วนวิศวกรสุขาภิบาลทำงานเกี่ยวกับการส่งถ่ายและปรับปรุงคุณภาพน้ำเสีย ซึ่ง กำลังเป็นปัญหาวิกฤติปัญหาหนึ่งในปัจจุบัน วิศวกรทั้งสองประเภทนี้ จะต้องมีพื้นความรู้ในด้านธรรมชาติวิทยาร่วมกับวิศวกรรมเคมี และวิศวกรรมโยธา โดยเฉพาะในด้านการออกแบบ
              16. วิศวกรรมระบบ
              เทคโนโลยีสมัยใหม่มีความยุ่งยากและซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆจนทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องใช้วิศวกรที่มีความชำนาญพิเศษในการออกแบบและวิเคราะห์ระบบตั้งแต่ระบบขนาดจิ๋วเช่น ระบบของชิ้นส่วนของเครื่องคอมพิวเตอร์ จนกระทั่งถึงระบบขนาดใหญ่มากเช่น ระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ หรือในบางกรณีอาจเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์การตลาดกับเทคนิคในการผลิตในรูปของสมการทางคณิตศาสตร์ เช่นวิเคราะห์อาจทำเป็นสมการสมดุลย์ สิ่งที่ป้อนเข้า ได้รับออก และตัวแปรที่สภาวะต่างๆของระบบ ด้วยวิธีการเช่นนี้จะทำให้สามารถวิเคราะห์ระบบเพื่อการคาดคะเนและปรับปรุงความสามารถในการทำงานได้ ดังนั้นการทำงานของวิศวกรระบบจึงจำเป็นต้องใช้ความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์
             17. วิศวกรรมการขนส่ง
             วิศวกรการขนส่ง ทำงานในเรื่องที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายคนและสิ่งของทั้งในระยะไกลเช่น เป็นผู้รับผิดชอบการออกแบบและก่อสร้างถนน ทางรถไฟ และที่กำลังเป็นที่น่าสนใจของบุคคลทั่วไปก็คือระบบขนส่งมวลชนและการขนส่งในระยะใกล้ๆเช่น การจัดระบบและออกแบบการขนถ่ายวัสดุในโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดจนในสำนักงาน อีกด้วยตามปกติวิศวกรรมการขนส่งจะเป็นสาขาหนึ่งที่อยู่ในสาขาวิศวกรรมโยธาถ้าเป็นการขนส่งระยะไกลและอาจเป็นสาขาหนึ่งในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล ถ้าเป็นการขนส่งในระยะใกล้
             18. สาขาวิชาที่เกี่ยวพันกับหลายสาขาวิชา
 ยังมีการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมศาสตร์อีกหลายสาขาวิชาที่เป็นการประยุกต์งานด้านวิศวกรรมศาสตร์หลายสาขาวิชา ตลอดจนทั้งวิทยาศาสตร์กายภาพ ชีววิทยาและวิทยาศาสตร์สังคมเข้าด้วยกันเช่น วิศวกรทำงานเกี่ยวกับการวิจัยพื้นฐานทางฟิสิกส์ เพื่อสนองความต้องการของการวิจัยอีกโครงการหนึ่ง หรือวิศวกรอาจเก็บข้อมูลทาง  เทคโนโลยีและวิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมร่วมกับนักวิทยาศาสตร์สังคม หรือวิศวกรที่ต้องใช้ความรู้ก้ำกึ่งระหว่างวิชาวิศวกรรมศาสตร์หลายสาขา
             

วิศวกรรมศาสตร์ที่แบ่งตามประเพณีนิยม

สาขาการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์
จากหนังสือ หลักพื้นฐานทางวิศวกรรมศาสตร์ (2532)
โดย รศ.ดร.สมบัติ ทีมทรัพย์
       
         เนื่องจากธรรมชาติของงานด้านวิศวกรรมศาสตร์กว้างขวางมาก ตั้งแต่งานจิ๋ว เช่น การออกแบบวงจรรวม(Intergrated circuit)ที่ใช้กับคอมพิวเตอร์ จนถึงงานขนาดใหญ่มากเช่น การสร้างเขื่อน สร้างสะพาน หรือแม้แต่สร้างเมืองใหญ่ทั้งเมือง อาชีพวิศวกรจึงต้องแบ่งออกเป็นหลายสาขา ถ้าแบ่งสาขากันตามประเพณี จะแบ่งออกได้เป็น 4 สาขาคือ วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า และวิศวกรรมเคมี ส่วนสาขาวิชาที่เพิ่มขึ้นใหม่เช่น วิศวกรรมการบิน หรือวิศวกรรมนิวเคลียร์นั้น เป็นการพัฒนาเนื่องจากผลของการค้นพบสิ่งใหม่ๆทางด้านวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้สาขาที่แตกต่างออกไปเช่น วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมระบบ เกิดขึ้นจากความซับซ้อนของปัญหาที่พบในปัจจุบัน สาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่นิยมจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน

สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่แบ่งตามประเพณีนิยม
      1. วิศวกรรมโยธา
      วิศวกรโยธา เป็นนักก่อสร้างที่ทำงานเกี่ยวกับการวางแผน การออกแบบ และการควบคุม การก่อสร้างต่างๆเช่น สะพาน เขื่อน ท่าเรือ คลองส่งน้ำ ทางด่วน ทางรถไฟ อาคาร และระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น อาชีพวิศวกรโยธาเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาอาชีพวิศวกรด้วยกัน ในยุคตันๆ งานของวิศวกรโยธาคืองานสร้างเครื่องจักรกล แต่ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นงานสร้างโครงสร้างต่างๆ เช่น สะพาน อาคาร และถนน เป็นต้น
      วิศวกรโยธาในปัจจุบันยังต้องมีความถนัดเฉพาะด้านที่แคบลงอีกเช่น การก่อสร้าง การปรับปรุงสภาพแวดล้อม การสุขาภิบาล การใช้ทรัพยากรแหล่งน้ำ การสำรวจ(Geodetic หรือ Surveying) การสร้างทางด่วนและการใช้ทางด่วน (Highway) ระบบไฮดรอลิต(Hydraulic) การจัดชุมชน (Municipal) เทคนิคการธรณี (Geotechnic) โครงสร้าง(Structure) การขนส่งและการจราจร (Transportation and Traffic) โอกาสในการทำงานของวิศวกรโยธามีอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งรวมถึงก่อสร้าง งานผลิตในอุตสาหกรรม งานขนส่ง งานผลิตไฟฟ้า งานควบคุมสภาพแวดล้อมทั้งในวงงานอุตสาหกรรมและในวงงานอื่น ๆ นอกจากนี้ยังทำงานในฐานะที่ปรึกษาของบริษัทต่างๆได้อีกด้วย
      2.วิศวกรรมเครื่องกล
      วิศวกรเครื่องกลจะทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักรกลและกระบวนการทางเครื่องกลเช่น การผลิตและการเปลี่ยนรูปพลังงาน เป็นต้น งานด้านวิศวกรรมเครื่องกลเริ่มมีความสำคัญ หลังจาก James Watt* คิดประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จ ซึ่งส่งผลให้เกิดการปฏิวัติ ทางอุตสาหกรรมและการขนส่งทางรถไฟในศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันเครื่องกลมีขอบข่าย งานที่กว้างขวางและเป็นที่ต้องการมากที่สุดสาขาหนึ่ง โดยมีบทบาทในการผลิต การเปลี่ยนรูปและการใช้พลังงานทั้งในรูปแบบ (เช่น การสันดาป ถ่านหิน น้ำมัน) และนอกรูปแบบ (เช่น พลังงานนิวเคลียร์หรือพลังงานแสงอาทิตย์) ตลอดจนการออกแบบและการสร้างเครื่องจักรที่ใช้ในงานต่างๆตั้งแต่การผลิตอุตสาหกรรมจนถึงเครื่องใช้ในครัวเรือน ในการทำความร้อนและความเย็นทั้งอุณภูมิต่ำมากและต่ำตามปกติจะต้องมีวิศวกรเครื่องกลร่วมงานด้วยในอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท พื้นฐานการศึกษาของวิศวกรประเภทนี้  ประกอบด้วยวิชาเทอร์โมไดนามิกส์ วัสดุศาสตร์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งวิชาเฉพาะด้านอีก เช่น การออกแบบเครื่องจักรกลและโรงผลิตกำลัง เป็นต้น
       3. วิศวกรรมเคมี
       วิศวกรเคมีเป็นผู้ประยุกต์ใช้หลักการทางเคมี ฟิสิกส์ และวิศวกรรมศาสตร์ในการออกแบบควบคุมการทำงานของโรงงานและกระบวนการผลิตที่มีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในระหว่างการผลิต ซึ่งอาจกล่าวได้อย่างกว้างๆว่างานวิศวกรรมเคมีจะเกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ทางด้านเคมี เพื่อสนองตอบความต้องการของสังคม วิศวกรเคมีเป็นผู้พัฒนากระบวนการผลิตพลาสติก เส้นใยสังเคราะห์ผลิตภัณฑ์ยา กระดาษสี และผลิตภัณฑ์ที่สำคัญๆอีกมาก งานของวิศวกรเคมีจะครอบคลุมถึงอุตสาหกรรมหลายประเภทที่เกี่ยวกับสารเคมีสังเคราะห์ และการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมจนกระทั่งถึงพลังงานนิวเคลียร์ และเทคโนโลยีอวกาศโดยทั่วไปวิศวกรเคมีจะมีความชำนาญเฉพาะด้านเช่น การออกแบบกระบวนการทางเคมี อิเล็กโตรเคมี การผุกร้อน วิศวกรรมสภาพแวดล้อม ชีวเคมี โมเล็คกูลาเคมี โพลิเมอร์ นิวเคลียร์เคมี ปิโตรเลียม และวิศวกรรมระบบพื้นฐานในปัจจุบันวิศวกรเคมีเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท วิศวกรประเภทนี้จะต้องมีความรู้พื้นฐานทางด้านวิชาเคมีและฟิสิกส์ร่วมกับวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมที่จำเป็นต่อกระบวนการทางเคมี ซึ่งรวมถึงปฏิกริยาทางเคมี เทอร์โมไดนามิกส์ กลศาสตร์ของไหล และวัสดุศาสตร์ จากการฝึกการออกแบบและวิเคราะห์กระบวนการต่างๆอย่างจริงจังทำให้วิศวกรเคมีเป็นผู้สามารถทำงานได้อย่างกว้างขวาง
     4. วิศวกรรมไฟฟ้า
     วิศวกรไฟฟ้าทำงานเกี่ยวกับอุปกรณ์ วงจร และระบบไฟฟ้า โดยทั่วไปวิศวกรไฟฟ้าแต่ละคนจะเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะต่างๆแตกต่างกันไปเช่น การผลิตและการส่งกำลังไฟฟ้า เครื่องจักรไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสาร การควบคุมและการออกแบบวงจร  จากผลของการพัฒนาทรานซิสเตอร์  วงจรรวม (Integrated circuits) อิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว(Microelectronics) เลเซอร์และคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่นานมานี้ ทำให้งานของวิศวกรไฟฟ้าหลายท่านทำงานในสาขาวิชาใหม่ๆ เช่น ควอนตัมอิเล็กทรอนิดส์ (Quantam electronics หรือ Microelectronics) ควอนตัมออปติคส์ (Quantum optics หรือ Lasers) และคอมพิวเตอร์ อุตสาหกรรมหลักเกือบทุกชนิดต้องการใช้วิศวกรไฟฟ้า วิศวกรประเภทนี้จะต้องมีความรู้พื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์อย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านทฤษฎีเช่น การสื่อสารและการควบคุม จากความต้องการในสาขาวิชาใหม่ๆ เช่น การพัฒนาอิเล็กทรอนิกส์ขนาดจิ๋ว และเลเซอร์ทำให้วิศวกรไฟฟ้าที่ทำงานด้านนี้ต้องมีความรู้ทางด้านฟิสิกส์สมัยใหม่ (Modern physics) เป็นอย่างดีแต่ก่อนอื่นจะต้องมีความรู้ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์วิศวกรรมต่างๆอีกด้วย

—————————————————————-