ระบบนำส่งยาชนิดลอยตัวในกระเพาะอาหาร

ชื่อรายการ : รายการวิจัยไทยคิด ตอน ระบบนำส่งยาชนิดลอยตัวในกระเพาะอาหาร
รายละเอียด : รายการวิจัยไทยคิด ตอน ระบบนำส่งยาชนิดลอยตัวในกระเพาะอาหาร

ออกอากาศทาง > ThaiPBS วันที่ 9 สิงหาคม 2552 เวลา : 27:00 นาที

หรือ ดูที่ > See VDO

รายละเอียดโดยย่อ :  รายการวิจัยไทยคิดสัปดาห์นี้จะเสนอเรื่องที่ใกล้ตัวเรามาก เกี่ยวกับยาที่เรากินเข้าไป เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดของโรคภัยต่างๆที่คุกคามตัวเรา ซึ่งยาที่เรากินเข้าไปนั้นมีหลายรูปแบบด้วยกัน ทั้งแบบน้ำ แบบเม็ด แบบแคปซูล บางชนิดทานก่อนอาหาร หลังอาหาร
ผลิตโดย : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

ที่มา >http://www.trf.or.th/trfgallery/showmultidetail.asp?ma_filerefer=1000000194.wmv

—————————————————————–

ม.นเรศวร พัฒนา ระบบนำส่งยาลอยตัว

นักวิจัย ม.นเรศวร พัฒนา ระบบนำส่งยาลอยตัว   เตรียมพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์อุตสาหกรรมการผลิตยาไทยในอนาคต

รศ. ดร. ศรีสกุล สังข์ทองจีน  อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร  และ รศ.ดร. สาธิต พุทธิพิพัฒน์ขจร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนา “ระบบนำส่งยาลอยตัวรูปแบบหลายหน่วยโดยใช้เทคนิคการทำให้เกิดแก๊ส”  แนวโน้ม นำไปพัฒนาใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมยาในอนาคต คว้ารางวัลชมเชยผลงานวิจัย สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช จากสภาวิจัยแห่งชาติ ประจำปี 2551 โดยรับรางวัลจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 2 –  5 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา

รศ. ดร. ศรีสกุล สังข์ทองจีน หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า การศึกษาพัฒนาระบบนำส่งชนิดรับประทานจากอดีตจนถึงปัจจุบันมีเป้าหมายหลักใน การเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของตัวยาสำคัญ ปัญหาความไม่แน่นอนของระยะเวลาที่ระบบนำส่งยาอยู่ในกระเพาะอาหาร เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การดูดซึมของตัวยาเข้าสู่ร่างกายมีความแปรปรวนสูง โดยเฉพาะกรณีที่ระบบนำส่งยาอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นระยะเวลาสั้น ระบบนำส่งยาจะถูกบีบออกจากกระเพาะอาหารก่อนที่ตัวยาสำคัญจะถูกปลดปล่อยออกมา หมดทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาของตัวยาลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะกรณีที่ตัวยาสำคัญถูกดูดซึมได้ดีที่กระเพาะอาหารหรือทางเดินอาหาร ส่วนต้น ตัวยาที่ต้องการผลการออกฤทธิ์เฉพาะที่ในกระเพาะอาหาร เช่น ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร รวมทั้งตัวยาที่เสื่อมสลายได้ง่ายหรือปัญหาการละลายในสภาวะด่างของลำไส้เล็ก จากเหตุผลดังกล่าวจึงมีการคิดค้นและพัฒนาระบบนำส่งยาคงค้างในกระเพาะอาหาร เป็นระยะเวลานานขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของตัวยาสำคัญ

ระบบ นำส่งยาลอยตัวเป็นระบบนำส่งรูปแบบหนึ่งที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ของตัวยาเนื่องจากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของตัวยาเนื่องจากสามารถ คงค้างอยู่ในกระเพาะอาหารได้เป็นระยะเวลานานจึงสามารถปลดปล่อยตัวยาได้อย่าง สมบูรณ์ก่อนบีบออกไปสู่ลำไส้เล็ก ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของตัวยาสำคัญ สำหรับการวิจัยนี้เป็นการออกแบบระบบนำส่งยาลอยตัวรูปแบบหลายหน่วยโดยอาศัย เทคนิคทำให้เกิดแก๊ส ระบบนำส่งยาชนิดนี้ประกอบด้วยเม็ดแกนเพลเลท (core pellets) ซึ่งมีตัวยาสำคัญอยู่ภายใน แล้วเคลือบด้วยชั้นเคลือบด่างที่ทำให้เกิดแก๊ส (sodium bicarbonate) และชั้นเคลือบพอลิเมอร์กักเก็บแก๊ส ตามลำดับ การลอยตัวของระบบนำส่งยาอาศัยหลักการเกิดแก๊สเนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างกรด ในตัวกลางหรือกระเพาะอาหารกับด่างในระบบนำส่งยา เมื่อรับประทานระบบนำส่งยาเข้าไปในร่างกายและเคลื่อนที่ถึงกระเพาะอาหารกรด ในกระเพาะอาหารจะซึมผ่านชั้นเคลือบพอลิเมอร์กักเก็บแก๊สเข้ามาทำปฏิกิริยา กับด่างในชั้นเคลือบด่างทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น แก๊สที่เกิดขึ้นจะถูกกักเก็บไว้ในระบบให้ความหนาแน่นของระบบน้อยกว่ากรดใน กระเพาะอาหารทำให้ระบบนำส่งยาลอยตัวขึ้นมาและอยู่ในกระเพาะเป็นเวลานานพร้อม กับค่อยๆ ปลดปล่อยตัวยาออกมาช้าๆจากการศึกษาพบว่าความสามารถในการลอยตัวและการปลด ปล่อยตัวยาของระบบนำส่งตัวยาสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามต้องการโดยปรับ เปลี่ยนตัวแปรในตำรับ เช่น ปริมาณสารทำให้เกิดแก๊สที่เคลือบบน core pellets ชนิดและความหนาของชั้นเคลือบพอลิเมอร์กักเก็บแก๊ส ระบบนำส่งยาลอยตัวที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถลอยได้อย่างรวดเร็วหลังจากสัมผัสกับ ตัวกลางที่เลียนแบบกรดในกระเพาะอาหาร (simulate gastric fluid) ทำให้ไม่ถูกบีบออกจากกระเพาะอาหารก่อนการลอยตัว และคงความสามารถในการลอยตัวอยู่ได้นานกว่า 24 ชั่วโมง พร้อมกับค่อยๆปลดปล่อยตัวยาออกมาช้าๆ ตามต้องการ จึงมีแนวโน้มที่จะสามารถใช้เป็นตัวพาสำหรับระบบนำส่งยาคงค้างในกระเพาะอาหาร เป็นเวลานานและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของตัวยาสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มยาที่ ถูกดูดซึมได้ดีในกระเพาะอาหารหรือทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น ยา theophylline ซึ่งเป็นตัวยาหนึ่งที่รักษาอาการหอบหืด ยา furosemide ซึ่งเป็นยาลดความดันตัวหนึ่ง รวมทั้งตัวยาที่ต้องการผลการออกฤทธิ์เฉพาะที่ในกระเพาะอาหาร เช่น ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร และตัวยาที่เสื่อมสลายได้ง่ายหรือมีปัญหาการละลายในสภาวะด่างของลำไส้เล็ก เช่น ยา captopril ซึ่งเป็นยาลดความดันอีกตัวหนึ่ง นอกจากระบบนำส่งยาลอยตัวรูปแบบหลายหน่วย การศึกษานี้ยังต้องทดลองเตรียมระบบนำส่งยาลอยตัวหน่วยเดียวในรูปยาเม็ดลอย ตัวอีกด้วย และให้ผลการศึกษาที่น่าพอใจเช่นกัน

ระบบนำส่งยาชนิดนี้ยังไม่มีการศึกษาพัฒนาในประเทศไทยมากนัก ใช้วิธีเตรียมไม่ยุ่งยากซับซ้อน และเป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมการผลิตยา ได้แก่ การเตรียมเพลเลท การเคลือบยา รวมทั้งใช้วัตถุดิบในการเตรียมที่มีความปลอดภัยสูง ราคาไม่แพง และใช้กันแพร่หลายอยู่แล้วในอุตสาหกรรมการผลิตยา ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะพัฒนาและสามารถผลิตระบบนำส่งยาลอยตัวชนิด นี้ในระดับอุตสาหกรรมยาต่อไป

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

รศ. ดร. ศรีสกุล สังข์ทองจีน
สถานที่ติดต่อ (ที่ทำงาน)   ภาควิชาเทคโนโลยีเภสัชกรรม
คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยนเรศวร        จังหวัดพิษณุโลก 65000

การนำส่งยาสู่เซลล์ตับ

พบอนุภาคใหม่อาจใช้ในการนำส่งยาสู่เซลล์ตับ

การใช้ประโยชน์จากอาหารของเซลล์ตับซึ่งเป็นวงโพลีสไตรีน หรือ “โดนัท” ซึ่งมีขนาดเพียง 2-3 ไมครอนนั้น อาจทำให้นักวิทยาศาสตร์มีวิธีใหม่ในการส่งถ่ายยา อย่างมีศักยภาพ โดยลดผลข้างเคียงที่เกิดจากการรักษา เช่น การรักษาด้วยวิธีให้คีโมได้

นับเป็นความโชคดีโดยบังเอิญที่มาร์ค แบรดลี่ (Mark Bradley) และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ สร้างโพลิเมอร์ที่มีลักษณะคล้ายโดนัทนี้ขึ้นมาในขณะที่กำลังศึกษาเรื่องศักยภาพของการขนส่งยาที่เป็นอนุภาคเล็กๆ โดยในขณะที่กำลังสังเคราะห์อนุภาคไมโครสเฟียร์อยู่นั้น ทีมวิจัยได้ใส่ไดออกเซนลงไปจำนวนหนึ่งซึ่งมีเอทานอลเป็นตัวทำละลาย และก็ต้องแปลกใจว่าอนุภาคนั้นมีขนาดเท่าและรูปร่างเหมือนเดิม แต่มีรูตรงกลางลักษณะคล้ายโดนัท

ลักษณะเฉพาะตัวของสารนี้และลักษณะโครงสร้างที่เป็นแบบเดียวกันทำให้นักวิจัยเกิดความสนใจและหาวิธีประยุกต์เพื่อใช้ประโยชน์จากมัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การใช้อนุภาคนี้ในการขนส่งในระดับเซลล์ และเมื่อนักวิจัยทดสอบการรับเข้าของอนุภาคนี้ในเซลล์ที่ต่างชนิดกัน ก็พบว่าอนุภาคที่รูปร่างคล้ายโดนัทนั้นมีผลดีกับเซลล์ตับ
ความเฉพาะเจาะจงของอนุภาคนี้ทำให้นักวิจัยนำไปทำการทดสอบในหนู โดยฉีดอนุภาคนี้เข้าไปทางหาง ผลปรากฏว่าอนุภาคที่ฉีดเข้าไปในตับไม่ก่อให้เกิดผลที่เป็นอันตรายแก่หนู แบรดลีย์เชื่อว่า ทีมวิจัยจะใช้ประโยชน์จากอนุภาคนี้ในการนำส่งยา และจะพัฒนาความศักยภาพของอนุภาคให้นำส่งยาเข้าไปในเซลล์ให้ได้

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Chemical Communications
ที่มาและภาพประกอบ > http://www.sciencedaily.com/releases/2008/06/080624120237.htm
Source: > http://www.biotec.or.th/biotechnology-th/newsdetail.asp?id=4124

Individualized Drugs

For Personal Use Only — Individualized Drugs

The research in genetics promises a revolution in pharmaceuticals. Right now there are high hopes, some exciting possibilities but few real therapies. In this segment we will survey the ways in which genetic information might be able to prevent and treat disease … from vaccines to sprays to gene therapy. The ultimate dream is the ability to create specific, individualized drugs that are effective and have no side effects.

All 50 Secrets of the Sequence videos have an accompanying classroom-tested lesson that encourages students to further explore the video topics. Each lesson includes background information, state and national science standards, discussion questions and answers, teacher notes and an activity that will ensure a hands-on, “minds-on” experience. To see lessons for this series, visit http://www.pubinfo.vcu.edu/secretsoft

ผลงานนักวิจัยไทย

> โปรแกรมช่วยวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัสผุ้ป่วย

> ดร.อดิศร เตือนตรานนท์ “SMART HEALTH”

แนวโน้มวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่สำคัญอันหนึ่งคือ การแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Medicine) ซึ่งเน้นการป้องกันและดูแลสุขภาพก่อนที่จะเป็นโรคใดๆ เทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตรวจหาโรคก่อนที่เราจะเป็นโรคนั้นๆ และหาทางป้องกัน เทคโนโลยีหนึ่งด้านนาโนเทคโนโลยีที่สำคัญและได้รับการจับตามองมากที่สุดเพื่อช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายนั้นก็คือ นาโนเทคโนโลยีด้านการแพทย์ หรืออาจเรียกว่าการแพทย์แบบนาโนก็ได้ หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Nanomedicine ซึ่งหมายถึงการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้เกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน การคัดกรอง การเตือนล่วงหน้าและการรักษาโรคต่างๆ การวิจัยด้านการแพทย์นาโนนั้นมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก มีตั้งแต่การใช้อนุภาคขนาดนาโนมาใช้เพื่อช่วยวิเคราะห์ระดับโมเลกุล (Molecular diagnostics) การช่วยให้การถ่ายภาพอวัยวะต่างๆ มีรายละเอียดของข้อมูลมากขึ้น รวมถึงการรักษาซึ่งอาจจะซับซ้อนและสามารถทำการรักษาในระดับเซลล์ก็ได้ การแพทย์แบบนาโนในปัจจุบันสามารถแบ่งออกเป็นสาขาหลักๆ ได้ 3 สาขา ได้แก่ การตรวจวิเคราะห์ระดับนาโน (Nanodiagnostics and Imaging) การนำส่งยาและการควบคุมการปล่อยยา (Targeted drug delivery and controlled release) และการแพทย์แบบรักษาตัวเองโดยการซ่อมแซมหรือทดแทนอวัยวะหรือเซลล์ที่ทำงานผิดปกติ (Regenarative medicine) เรามาลองติดตามกันดูว่าการแพทย์นาโนนั้นมีประโยชน์อย่างไรบ้างครับการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนนั้นมีเป้าหมายที่สำคัญคือการบ่งชี้ได้แต่เนิ่นๆ ว่าคุณเป็นโรคอะไร และมีความละเอียดในระดับเซลล์ ซึ่งจะทำได้ระดับนี้ ต้องอาศัยการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพการตรวจวิเคราะห์หาทั้งภายในและภายนอกร่างกาย นาโนเทคโนโลยีสามารถช่วยสร้างเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่มีความไวสูงขึ้น ความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นและความเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งการที่เราสามารถตรวจวิเคราะห์ได้พร้อมกันหลายโรคในขั้นตอนเดียวและบนอุปกรณ์ที่เล็กพกพาได้ เช่น ชิปสำหรับตรวจโรค (Diagnostic lab-on-a-chip) เป็นต้น การพัฒนาเทคนิคการวัดที่มีความละเอียดสูงทำให้เราเข้าใจการทำงานของเซลล์ (วิทยาการสาขานี้อาจเรียกว่า Cellomic ก็ได้) ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องจักรกลที่มีชีวิตซึ่งจะทำให้เราสามารถออกแบบยาหรือวิธีการรักษาที่ทันสมัยได้ ความก้าวหน้าด้านการตรวจวิเคราะห์ภายในร่างกายเราในปัจจุบัน เช่น การส่องกล้องเพื่อถ่ายภาพและรักษา การผ่าตัดแบบมีแผลเล็ก การฝังอุปกรณ์เข้าไปในร่างกาย ล้วนแล้วแต่สามารถใช้นาโนเทคโนโลยีมาช่วยได้ การตรวจหามะเร็งซึ่งเป็นโรคที่ร้ายแรงและมีอัตราการตายสูงโรคหนึ่งของโลกในปัจจุบันซึ่งเกิดจากการสะสมของการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม (Genetic change) ของเซลล์จนเกิดเป็นเซลล์มะเร็งที่แบ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนเป็นเนื้อร้ายนั้นก็สามารถใช้นาโนเทคโนโลยีมาตรวจหาได้ เช่น การใช้หมุดควอนตัม (Quantum Dot) ซึ่งเป็นอนุภาคเล็กขนาดนาโนที่เปล่งแสงสีต่างๆ ตามขนาดและการจับรวมตัวของอนุภาคที่ต่างกัน ให้สีแตกต่างกัน ก็สามารถช่วยให้การแยกแยะเนื้อดีและเนื้อร้ายด้วยอุปกรณ์ทางรังสี เช่น X-ray หรือ MRI ได้ผลที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การพัฒนากล้องขนาดเล็ก (Nanoprobe) เพื่อสอดเข้าไปในร่างกายและวิเคราะห์เนื้อเยื่อต่างๆ นั้นก็เป็นการแพทย์แบบนาโนที่กำลังพัฒนากันอยู่ทั่วโลก เซ็นเซอร์ทางชีวภาพ (Biosensor) ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการนำนาโนเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจวิเคราะห์ระดับนาโนในทางการแพทย์

ที่มา>http://www.whatgroupthai.com/whatelec/37/nanomedicine.html