ม.มหิดล ได้อันดับ ๑

ม.มหิดล ได้อันดับ ๑ ของประเทศไทยในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด

เว็บไซต์ QS TOPUNIVERSTTIES เผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำในเอเชีย 200 แห่ง ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรก พบว่า มหาวิทยาลัยในไทย ติดอันดับถึง 8 แห่ง ดังนี้

อันดับ 30 มหาวิทยาลัยมหิดล
อันดับ 35 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ครองร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีบอมเบย์ อินเดีย)
อันดับ 81 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อันดับ 85 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อันดับ 108 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อันดับ 109 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อันดับ 113 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อันดับ 151 มหาวิทยาลัยบูรพา

โดยแบ่งเป็น

คณะศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์
อันดับ 10 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อันดับ 28 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อันดับ 45 มหาวิทยาลัยมหิดล
อันดับ 54 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อันดับ 91 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อันดับ 100 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพและชีวการแพทย์
อันดับ 12 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อันดับ 20 มหาวิทยาลัยมหิดล
อันดับ 60 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อันดับ 72 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อันดับ 77 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
อันดับ 78 มหาวิทยาลัยขอนแก่น
อันดับ 86 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิศวกรรม
อันดับ 24 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อันดับ 68 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อันดับ 72 มหาวิทยาลัยมหิดล
อันดับ 75 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อันดับ 78 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
อันดับ 90 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยม 10 อันดับแรกของเอเชีย ได้แก่
อันดับ 1 มหาวิทยาลัยฮ่องกง
อันดับ 2 มหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง
อันดับ 3 มหาวิทยาลัยโตเกียว
อันดับ 4 มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง
อันดับ 5 มหาวิทยาลัยเกียวโต
อันดับ 6 มหาวิทยาลัยโอซากา
อันดับ 7 สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชั้นสูงแห่งเกาหลีใต้
อันดับ 8 มหาวิทยาลัยแห่งชาติกรุงโซล
อันดับ 9 สถาบันเทคโนโลยีโตเกียว
อันดับ10 มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการปรับปรุงเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการจัดอันดับ QS Asian Universities Ranking 2009 ล่าสุด ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศไทยในการเป็นมหาวิทยาลัยที่ด
ีที่สุด โดยอยู่ในลำดับที่ ๓๐ ของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการจัดอันดับครั้งนี้โดย บริษัท Quacquarelli Symonds Ltd. (QS) เป็นผู้พิจารณาจัดอันดับ โดยมีเกณฑ์ค่าน้ำหนักในการพิจาณาให้คะแนนจาก ๕ หลักเกณฑ์ คือ Asian Academic Peer Review 30%, Asian Employer Review 10%, Student/Faculty ratio 20%, Bibliometrics – Papers per Faculty and Citations per Paper 30% (Papers per Faculty/ Citations per Paper) International factors 10% (International Faculty/ International Students/ Inbound Exchange Students/ Outbound Exchange Students)

จากการตรวจสอบการจัดอันดับของ QS Asian Universities Ranking 2009 มีมหาวิทยาลัยของรัฐของไทย ๔ แห่งเท่านั้นที่ติดอันดับ ๑ ใน ๑๐๐ ของมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชีย คือ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นอันดับที่ ๓๐ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในอันดับที่ ๓๕ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในอันดับที่ ๘๑ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในอันดับที่ ๘๕ ตามลำดับ

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดการจัดอับดับ QS com Asian Universities Ranking 2009 ได้ที่ www.topuniversities.com

IMPLANTABLE PULSE GENENATOR หรือ IPG

ชีวะการแพทย์ของมหิดลสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย

เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผลงาน ดร.เซง เลิศมโนรัตน์ ->>สำนักข่าวไทย

2 มี.ค. – ประเทศไทยโดยทีมวิจัยจาก 6 คณะมหาวิทยาลัยมหิดล สามารถคิดค้นนวัตกรรมการแพทย์แนวใหม่ ด้วยเครื่องกระตุ้นระบบประสาท ด้วยไฟฟ้าที่มีราคาถูกกว่าของต่างประเทศเกือบ 10 เท่า.

ดู>>ข่าวย้อนหลังที่: http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=252283&ch=gn1

ม.มหิดลเจ๋งวิจัย-พัฒนา’ไอพีจี’สำเร็จ (เดลินิวส์ 3 มี.ค.) 

  “ม.มหิดล”สุดเจ๋ง!วิจัยและพัฒนาเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าชนิดฝังลงในร่างกาย หรือ ไอพีจีสำเร็จ เป็นอีกทางเลือกของการบรรเทาโรคของผู้ป่วย ช่วยคนหูหนวกให้ได้ยิน บรรเทาอาการสั่นของโรคพาร์คินสัน โรคลมชักอาการเจ็บปวดเรื้อรัง การควบคุมร่างกายของผู้ป่วยอัมพาต ราคาถูกกว่าต่างประเทศหลายเท่าตัว พร้อมทดสอบกับผู้ป่วยที่สนใจในปี 2553  ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์เกียรติคุณนที รักษ์พลเมือง สำนักงานอธิการบดี มหา วิทยาลัยมหิดล ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นคร ปฐม เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 2 มี.ค. ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อธิการบดีมหา วิทยาลัยมหิดล ดร.เซง เลิศมโนรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และหัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าชนิดฝังลงในร่างกาย (IMPLANTABLE PULSE GENENATOR หรือ IPG) ร่วมแถลงผลงานการวิจัยและพัฒนา เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าชนิดฝังลงในร่างกาย เพื่อช่วยกระตุ้นระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งของการบรรเทาโรคที่ดีที่สุดสำหรับโรคที่ ยังไม่มียารักษา และเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าเพื่อขับปัสสาวะ สำหรับผู้ป่วยอัมพาต ซึ่งได้รับรางวัล “Neural Engineering Excellence Award, the 2nd International IEEEEngineering in Medicine and Biology Society Conference on Neural Engineering, rlington, USAเมื่อปี พ.ศ. 2548” ศ.คลินิก นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า หลักการคือใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าแบบฝังลงในร่างกาย ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปกระตุ้นระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อในจุดที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการของโรคต่าง ๆ เช่น ช่วยคนหูหนวกให้ได้ยิน โดยการกระตุ้น COCHLEAR การบรรเทาอาการสั่นของโรคพาร์คินสัน โดยการกระตุ้นสมองการบรรเทาอาการโรคลมชัก โดยการกระตุ้นเส้นประสาท VAGUS การกระตุ้นไขสันหลังเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดเรื้อรัง การควบคุมร่างกายของผู้ป่วยอัมพาต เช่น การยืน การเดิน การหายใจ การขับปัสสาวะโครงการนี้เกิดจากความร่วมมือของ 6 คณะ คือ คณะวิศว กรรมศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ คณะกายภาพบำบัด คณะแพทย์ศาสตร์รพ.รามาธิบดี และศิริราชพยาบาล เครื่อง IPG นี้ได้พัฒนาเทคโนโลยีมาจากเครื่องกระตุ้นของต่างประเทศ แต่ดีกว่าที่ไม่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนถ่านทุกปี ที่สำคัญราคาถูกกว่าหลายเท่าตัว และพร้อมที่จะทดสอบกับผู้ป่วยที่สนใจในปี 2553 ภายใต้การดูแลของคณาจารย์จากคณะแพทย์ศาสตร์ทั้งจากรามาธิบดีและศิริราชอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวต่อว่า นอกจากเครื่อง IPG แล้ว คณะวิศว กรรมศาสตร์และกายภาพบำบัดยังได้พัฒนาเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า สำหรับช่วยบำบัดผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีความพิการหลงเหลืออยู่ ได้แก่ อัมพฤกษ์ อัมพาต กล้ามเนื้อลีบ ฝ่อ และเกร็ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วย ไฟฟ้า จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นฟูร่างกายได้ หากได้รับการกระตุ้นกล้ามเนื้อแต่เนิ่น ๆ ที่สำคัญคือมีขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาไปได้ทุกสถานที่ราคาถูกกว่า ของต่างประเทศกว่า 300% ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดลองใช้ที่คณะกายภาพบำบัดมหา วิทยาลัยมหิดล และ รพ.ศิริราช ภายในสิ้นปีนี้จะได้ผลิตและมอบให้กับ รพ.ของรัฐได้นำไปทดลองใช้และคาดว่าอนาคตผู้ป่วยอาจจะสามารถ มีเครื่อง ไว้ใช้ในบ้านตัวเอง.

————————————————————————————-

กลไกทำงานวิชาการแบบสหวิทยาการ : ๑. งานพัฒนาเทคโนโลยี
 
          วันที่ ๒๓ ก.ค. ๕๑ สภามหาวิทยาลัยมหิดล เชิญ อ. ดร. เซง เลิศมโนรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้เป็นศิษย์เก่าของคณะ และจบปริญญาเอกด้าน Medical Engineering จากมหาวิทยาลัย Case WesternReserve และทำงานที่นั่นอยู่หลายปี    เพิ่งกลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวะฯ ได้ปีเศษ    มีผลงานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี ได้รับรางวัลมากมาย   มาเล่าเรื่อง “เทคโนโลยีการกระตุ้นระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า”           อาจารย์เซงเป็นคนมีอารมณ์ขัน    และสามารถชักชวนคนจากหลายหน่วยงาน หลายสาขาวิชา มาร่วมกันทำงาน   อาศัยความสามารถของแต่ละฝ่ายมาประกอบกัน   เพื่อสร้างเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าขนาดเท่าเหรียญบาท ฝังในร่างกาย   ใช้รักษาโรคได้หลากหลายมาก   เช่น เป็น choclear implant รักษาโรคหูหนวก  บรรเทาอาการสั่นของโรค พาร์คินสัน   บรรเทาอาการชักของโรคลมชัก   ควบคุมกล้ามเนื้อของคนเป็นอัมพาต เป็นต้น   เครื่องกระตุ้นไฟฟ้านี้มีจำหน่ายจากต่างประเทศ ราคาประมาณ ๔ แสนบาท   แต่ถ้าผลิตได้เองในประเทศ ราคาจะลดลงเป็นสิบเท่า          โครงการพัฒนาเครื่องกระตุ้นไฟฟ้านี้ มีความร่วมมือ ๖ คณะ    คือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ทำงานวิจัยelectronic & electrode, precision machining, biocompatibility; คณะวิทยาศาสตร์ ทำงานวิจัยcorrosion test; คณะสัตวแพทยศาสตร์ ทำงานวิจัย animal test;  คณะแพทยศาสตร์ รพ. รามาฯ ทำงานวิจัยด้านการใช้ใน ลมชัก  bladder emptying, diaphragm pacing, obstructive sleep apnea, การควบคุมการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยบาดเจ็บที่ไขสันหลัง; คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ทำงานวิจัยด้านการใช้ในโรคพาร์คินสัน และใช้ใน occupational therapy; คณะกายภาพบำบัดและวิทยาศาสตร์การเคลื่อนไหวประยุกต์ ทำงานวิจัยด้านการใช้ใน physical therapy และ pediatric physical therapy 
Detail See>>Source: http://gotoknow.org/blog/council/197635